รีวิว Apexbeat Speed-l หนึ่งในรองเท้าแข่งคาร์บอนที่คุ้มค่าที่สุดในตลาด ณ เวลานี้

Related Articles

วันนี้เรามารีวิวเต็ม Apexbeat Speed-l รองเท้าวิ่งคาร์บอนสัญชาติไทยที่ต้องยกให้เป็นหนึ่งในรองเท้าวิ่งคาร์บอนสำหรับแข่งขันที่คุ้มค่าที่สุดในตลาด ณ เวลานี้ ทั้งในแง่ของคุณภาพของรองเท้าและบริการหลังการขาย ซึ่งในบทความนี้จะมีภาพประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ของรองเท้าคู่นี้ รวมทั้งอธิบายถึงเทคโนโลยีการออกแบบภายใน เชิญติดตามได้เลยครับ

รีวิว Apexbeat Speed-l หนึ่งในรองเท้าแข่งคาร์บอนที่คุ้มค่าที่สุดในตลาด ณ เวลานี้

ข้อมูลจำเพาะของ Apexbeat Speed-l

Apexbeat Speed-l เป็นรองเท้าวิ่งสำหรับแข่งขัน (Racing Shoes) สำหรับนักวิ่งเท้าปกติ (Neutral Foot) และถือเป็นรองเท้าวิ่งในกลุ่ม Super Shoes ที่ภายในมีการติดตั้งแผ่นคาร์บอนและมาพร้อมกับวัสดุพื้นชั้นกลางวัสดุ Pebax จากบริษัทเคมีภัณฑ์ Arkema โดยตรง

และทางแบรนด์ Apexbeat ตั้งใจออกแบบให้รองเท้าวิ่งคู่นี้มีความกว้างของหน้าเท้าที่กว้างเป็นพิเศษและมีความสูงของหลังเท้าที่สูง เพื่อรองรับรูปทรงเท้าของนักวิ่งชาวไทยโดยเฉพาะ

  • น้ำหนัก: 186 กรัม ในไซส์ 9US ชาย
  • น้ำหนักชั่งจริง: 208 กรัม ในไซส์ 10.5US ชาย ซึ่งเทียบเท่าไซส์ 11US ของแบรนด์อื่นๆ สำหรับนักวิ่งหน้าเท้าปกติ
  • Offset: 8 มม. (ปลายเท้าสูง 28 มม. และส้นเท้าสูง 36 มม.)
  • มีเฉพาะหน้าเท้ากว้างพิเศษ (นักวิ่งหน้าเท้าปกติต้องลด 0.5 ไซส์)
  • ราคา: 3,990 บาท
Apexbeat Speed-l เป็นรองเท้าวิ่งสำหรับแข่งขัน (Racing Shoes) สำหรับนักวิ่งเท้าปกติ (Neutral Foot)

รีวิว Apexbeat Speed-l

ในส่วนของการรีวิวสามารถแบ่งประเด็นได้ดังนี้

หน้าผ้า (Upper)

หน้าผ้าของ Apexbeat Speed-l

หน้าผ้าของ Apexbeat Speed-l มาพร้อมกับหน้าผ้าที่ทางแบรนด์ Apexbeat เรียกว่า Aura Mesh ซึ่งเป็นหน้าผ้าวัสดุไนลอนชั้นเดียว ที่มีน้ำหนักเบาและสามารถระบายอากาศและน้ำได้ดีมาก รวมทั้งเป็นการทอแบบ Ripstop เพื่อให้หน้าผ้ามีความทนทานในการใช้งาน ซึ่งจุดเด่นของการทอลักษณะนี้ คือ เวลาโดนเกี่ยวหรือขาด รอยขาดจะไม่ลามกว้างขึ้น

หน้าผ้า Aura Mesh ของ Apexbeat Speed-l
หน้าผ้า Aura Mesh เป็นหน้าผ้าวัสดุไนลอนชั้นเดียว ที่เป็นการทอแบบ Ripstop

และหน้าผ้าจะมีการสกรีนยางและเสริมเนื้อผ้าด้านในอีกชั้นตามจุดสำคัญต่างๆ เช่น บริเวณ Toe Bumper, บริเวณกลางเท้า, และบริเวณ Heel Counter เพื่อให้หน้าผ้ามีความกระชับและจับเท้าได้ดีมากยิ่งขึ้น

หน้าผ้าจะมีการสกรีนยางด้านนอกตามจุดสำคัญต่างๆ
และยังมีการเสริมเนื้อผ้าด้านในอีกชั้น เพื่อให้หน้าผ้ามีความกระชับและจับเท้าได้ดีมากยิ่งขึ้น

และในส่วนของบริเวณลิ้นรองเท้าจะเป็นเนื้อผ้า Sandwich Mesh บางๆ น้ำหนักเบาที่ไม่มีการบุฟองน้ำ แต่ให้ผิวสัมผัสที่นุ่ม ซึ่งสามารถช่วยลดการกดทับของเชือกได้และลิ้นรองเท้าจะเป็นแบบลิ้นแยกจากตัวหน้าผ้า

ในส่วนของ Heel Counter จะเป็นพลาสติกแข็งรอบบริเวณส้นเท้า และมีการบุขอบบริเวณส้นเท้าด้วยฟองน้ำที่หนากำลังดี ซึ่งในรุ่นสีใหม่อย่าง สีขาว สีฟ้าและสีดำ จะมีการตัดเย็บและเก็บงานบริเวณขอบบริเวณส้นเท้าเพิ่มเข้ามา ทำให้ขอบบริเวณส้นเท้าภายในมีความกระชับและไม่เลื่อน นอกจากนี้ บริเวณส้นส้นเท้าจะมีการติดตั้งแถบสะท้อนแสงมาให้ เพื่อช่วยเพิ่มการมองเห็นขณะวิ่งในเวลาพลบค่ำ

บริเวณลิ้นรองเท้าจะเป็นเนื้อผ้า Sandwich Mesh บางๆ ที่ไม่มีการบุฟองน้ำ
ขอบบริเวณส้นเท้ามีการบุด้วยฟองน้ำที่หนากำลังดี
Heel Counter จะเป็นพลาสติกแข็งรอบบริเวณส้นเท้า
แถบสะท้อนแสงบริเวณส้นเท้า เพื่อช่วยเพิ่มการมองเห็นขณะวิ่งในเวลาพลบค่ำ

และจุดเด่นสำคัญของรองเท้า Apexbeat Speed-l เลยก็คือ การออกแบบและใช้แม่พิมพ์รูปเท้าที่มีความกว้างของหน้าเท้าที่กว้างมากและมีความสูงของบริเวณหลังเท้าที่สูงเป็นพิเศษ เพื่อให้เข้ากับสรีระเท้าของนักวิ่งชาวไทยโดยเฉพาะ

จุดเด่นสำคัญของรองเท้า Apexbeat Speed-l คือ การออกแบบและใช้แม่พิมพ์รูปเท้าที่มีความกว้างของหน้าเท้าที่กว้างมากและมีความสูงของบริเวณหลังเท้าที่สูงเป็นพิเศษ

โดยรวม หน้าผ้าของ Apexbeat Speed-l เป็นหน้าผ้าที่สามารถระบายอากาศและความชื้นได้อย่างดีเยี่ยม และสวมใส่สบาย หน้าเท้ากว้างและมีความสูงของ Toe Box ที่สูง ทำให้หน้าผ้าไม่ตกลงมาสัมผัสหรือกดทับบริเวณปลายนิ้วเท้า โดยยังคงสามารถจับกระชับเท้าได้เป็นอย่างดี รวมทั้งไม่มีอาการส้นรูด

และจากที่ทางเราใช้งานมา ทั้งนำไปใช้ฝึกซ้อมและแข่งขันก็ไม่เคยมีอาการหน้าผ้ากัดเท้าหรือ Blister จากรองเท้ารุ่นนี้

หน้าผ้าของ Apexbeat Speed-l เป็นหน้าผ้าที่สามารถระบายอากาศและความชื้นได้อย่างดีเยี่ยม

ในส่วนของการเลือกไซส์

  • นักวิ่งหน้าเท้าปกติ (D) จำเป็นต้องลดลง 0.5 ไซส์
  • นักวิ่งหน้าเท้ากว้างและหลังเท้าสูง (2E ขึ้นไป) เลือกตรงไซส์ ไม่ต้องเพิ่มหรือลด เพราะถูกออกแบบมาเพื่อนักวิ่งกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

ตัวอย่างเช่น นักวิ่งหน้าเท้าปกติ (D) สวมใส่รองเท้าวิ่งของแบรนด์ Adidas ไซส์ 11US ต้องเลือกรองเท้าวิ่ง Apexbeat Speed-l ไซส์ 10.5US (ลดลง 0.5 ไซส์)

จากที่ทางเราใช้งานมา ทั้งนำไปใช้ฝึกซ้อมและแข่งขันก็ไม่เคยมีอาการหน้าผ้ากัดเท้าหรือ Blister จากรองเท้ารุ่นนี้

พื้นชั้นกลาง (Midsole)

พื้นชั้นกลางของ Apexbeat Speed-l

Apexbeat Speed-l จะมาพร้อมกับพื้นชั้นกลาง P+ PowerFoam ซึ่งเป็นวัสดุ e-Pebax หรือวัสดุ Pebax แบบอัดเม็ด ที่โดดเด่นในเรื่องของความทนทานและอายุในการใช้งานที่มากกว่าพื้นโฟม Pebax แบบปกติ และทางแบรนด์ Apexbeat จะเลือกใช้เป็นวัสดุ Pebax ลิขสิทธิ์แท้จากบริษัทเคมีภัณฑ์ Arkema โดยตรง

นอกจากนี้ ทางทีมออกแบบของไทยยังได้มีการปรับแต่งสูตรโฟมขึ้นมาใหม่ ให้มีน้ำหนักที่เบาและนุ่มขึ้น เพื่อให้เหมาะกับการวิ่งในทุกย่านความเร็วมากขึ้น จึงเป็นที่มาของชื่อ “P+” PowerFoam

พื้นชั้นกลาง P+ PowerFoam ซึ่งเป็นวัสดุ e-Pebax หรือวัสดุ Pebax แบบอัดเม็ด

และพื้นชั้นกลางของ Apexbeat Speed-l จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ พื้นชั้นกลางส่วนบนและพื้นชั้นกลางส่วนล่าง โดย

  • พื้นชั้นกลางส่วนบนจะเป็นเนื้อโฟมแบบเต็มทั้งผืน ที่ไม่ได้มีการเซาะร่องใดๆ
พื้นชั้นกลางส่วนบนของ Apexbeat Speed-l
พื้นชั้นกลางส่วนบนจะเป็นเนื้อโฟมแบบเต็มทั้งผืน ที่ไม่ได้มีการเซาะร่องใดๆ
  • พื้นชั้นกลางส่วนล่างจะมีการออกแบบขึ้นรูปและเซาะร่องบริเวณส้นเท้าด้านนอก เพื่อให้ส้นเท้าด้านนอกยุบตัวมากกว่าส้นเท้าด้านใน ซึ่งทางทีมงานตั้งใจออกแบบ เพื่อช่วยลดการล้มของเท้าในนักวิ่งเท้าแบน (Overpronators)
พื้นชั้นกลางส่วนล่างของ Apexbeat Speed-l
พื้นชั้นกลางส่วนล่างจะมีการออกแบบขึ้นรูปและเซาะร่องบริเวณส้นเท้าด้านนอก

และระหว่างกลางของพื้นชั้นกลางทั้งสองส่วนจะมีการติดตั้งแผ่นคาร์บอนไว้ภายใน โดยแผ่นคาร์บอนจะเป็นรูปทรงตัว S (หรือ S-Curve Carbon Fiber Plate) ซึ่งทางแบรนด์ Apexbeat จะมีการออกแบบและเสริมบริเวณกลางของแผ่น หรือที่ทางแบรนด์เรียกว่า กระดูกงู เพื่อให้แผ่นคาร์บอนมีความแข็งมากยิ่งขึ้น

แผ่นคาร์บอนจะเป็นรูปทรงตัว S
ทางแบรนด์ Apexbeat จะมีการออกแบบและเสริมบริเวณกลางของแผ่น หรือที่ทางแบรนด์เรียกว่า กระดูกงู
ทางแบรนด์ Apexbeat จะมีการออกแบบและเสริมบริเวณกลางของแผ่น หรือที่ทางแบรนด์เรียกว่า กระดูกงู

ในด้านความนุ่มของพื้นชั้นกลาง ทางแบรนด์ Apexbeat ได้มีการทดสอบค่าความนุ่มของพื้นโฟมในห้องปฏิบัติการ โดย

รุ่นค่าความนุ่ม (Durometer Shore C: HC)ระดับความนุ่ม
Apexbeat Speed-l38 – 40นุ่ม
Saucony Endorphin Pro รุ่นแรก43 – 45นุ่มน้อย
Nike ZoomX Vaporfly Next% รุ่นแรก33 – 35นุ่มมาก

หมายเหตุ:

  • วิธีการอ่านค่า Durometer Shore C คือ ยิ่งตัวเลขน้อย พื้นโฟมจะยิ่งนุ่ม และตัวมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเฟิร์ม
  • ระดับความนุ่มแบ่งเป็น นุ่มมาก (30-35 HC) ➞ นุ่ม (35-40 HC) ➞ นุ่มน้อย (40-50 HC)
  • ระดับความเฟิร์มแบ่งเป็น เฟิร์ม (50-60 HC) ➞ เฟิร์มมาก (60-70 HC)

โดยจะสังเกตว่า Apexbeat Speed-l มีความนุ่มของพื้นชั้นกลางอยู่ระหว่าง Nike ZoomX Vaporfly Next% (นุ่มมาก) และ Saucony Endorphin Pro (นุ่มน้อย)

และความสูงพื้นชั้นกลางของ Apexbeat Speed-l (รวมแผ่นรองรองเท้า, แผ่นรองบุพื้น, และดอกยาง) จะมีความสูงบริเวณปลายเท้าอยู่ที่ 28 มม. และส้นเท้าสูง 36 มม. ทำให้มี Drop อยู่ที่ 8 มม.

Apexbeat Speed-l จะมีความสูงบริเวณปลายเท้าอยู่ที่ 28 มม. และส้นเท้าสูง 36 มม. ทำให้มี Drop อยู่ที่ 8 มม. (รวมแผ่นรองบุพื้น แผ่นรองรองเท้า และดอกยาง)

ในส่วนของแผ่นรองรองเท้า (Insole) จะเป็นวัสดุโฟมบางๆ ที่มีความหนาอยู่ที่ 3 มม. และมีน้ำหนักเบาเพียง 6 กรัม ซึ่งแผ่นรองจะมีการบุพื้นด้วยเนื้อผ้าสักหลาด และการตัดทรงของแผ่นรองจะเป็นแบบตัดตรง ซึ่งไม่ได้มีการขึ้นรูปให้เข้ากับสรีระเท้าของนักวิ่ง (Ergonomics)

โดยในส่วนของแผ่นรองรองเท้าของ Apexbeat Speed-I ถือเป็นจุดที่ได้รับคำวิจารณ์ว่า เป็นปัญหาสำคัญที่ควรจะต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อนักวิ่งใช้งานไปสักระยะ แผ่นรองจะมีอาการย่นขึ้นมาตรงบริเวณปลายเท้า โดยเกิดจากทางโรงงานที่ผลิตมีการติดกาวมาเฉพาะบริเวณกลางเท้าและส้นเท้า ทำให้แผ่นรองตรงบริเวณปลายเท้าสามารถย่นขึ้นมาได้

ซึ่งวิธีแก้ไข ณ เวลานี้ ที่นักวิ่งส่วนใหญ่ที่ใช้งานรองเท้าวิ่ง Apexbeat แก้ไขกัน คือ การแกะแผ่นรองเดิมออก และหาแผ่นรองปกติมาใส่แทน ซึ่งก็จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้

ในส่วนความรู้สึกพื้นชั้นกลางของ Apexbeat Speed-l จะให้ความรู้สึกที่นุ่ม เด้ง การวิ่งเป็นไปอย่างลื่นไหล รู้สึกวิ่งสนุกและประหยัดแรง วิ่งแล้วมีความเร็วที่เร็วขึ้นกว่าเดิมแม้ว่าจะใช้แรงที่เท่าเดิม

พื้นชั้นกลางของ Apexbeat Speed-l ให้ความรู้สึกที่นุ่ม เด้ง การวิ่งเป็นไปอย่างลื่นไหลและประหยัดแรง

ซึ่งในส่วนของการเซาะร่องด้านในของพื้นชั้นกลางบริเวณส้นเท้า ที่ออกแบบมาช่วยลดการล้มของเท้าในนักวิ่งเท้าแบน หลังจากที่สวมใส่ ทางเราที่เป็นนักวิ่งเท้าแบนก็ไม่ได้รู้สึกถึงการเซาะร่องนี้ แต่โดยรวมให้ความรู้สึกว่าบริเวณส้นเท้ามีความนุ่มที่มากขึ้นจากการเซาะร่องภายใน

และจากที่ได้นำรองเท้าคู่นี้ไปใช้ฝึกซ้อมและแข่งขัน ก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับรองเท้าวิ่งสำหรับนักวิ่งเท้าปกติ (Neutral) ที่เท้าของนักวิ่งเท้าแบนยังคงมีอาการล้มได้อยู่ ซึ่งนักวิ่งเท้าแบนอาจจะต้องหาแผ่นรองที่มีการโอบอุ้งเท้า (หรือแผ่นรองที่ตัดทรง Ergonomics) มาเปลี่ยนก็จะสามารถช่วยลดอาการล้มของเท้าได้

พื้นชั้นกลางของ Apexbeat Speed-l ให้ความรู้สึกเหมือนกับรองเท้าวิ่งสำหรับนักวิ่งเท้าปกติ (Neutral) ที่เท้าของนักวิ่งเท้าแบนยังคงมีอาการล้มได้อยู่

โดยรวม พื้นชั้นกลางของ Apexbeat Speed-l เป็นพื้นชั้นกลางที่ใช้ในการฝึกซ้อมทำความเร็วและแข่งขันได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งพื้นโฟมมีความนุ่มและเด้ง ส่งแรงได้ดีและประหยัดแรง ไม่ว่าจะเป็นในช่วงการแข่งขันทางเรียบและในช่วงวิ่งขึ้นเขา ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีความเสียเปรียบในการแข่งขัน และสามารถเร่งตามกลุ่มหรือวิ่งสบายๆ ด้วยเพซของตนเองได้เป็นอย่างดี

พื้นชั้นกลางของ Apexbeat Speed-l เป็นพื้นชั้นกลางที่ใช้ในการฝึกซ้อมทำความเร็วและแข่งขันได้อย่างดีเยี่ยม

ดอกยาง (Outsole)

ดอกยางของ Apexbeat Speed-l

Apexbeat Speed-l จะมาพร้อมกับดอกยางที่ทาง Apexbeat เรียกว่า High Abrasion แบบหนาพิเศษ” หรือดอกยางที่มีความทนทานสูง โดยความหนาของดอกยางที่วัดได้จะอยู่ที่ 2.5 มม. และบริเวณปลายเท้าจะมีการฉลุเนื้อยางออกไป เพื่อช่วยลดน้ำหนักของรองเท้า

ในด้านประสิทธิภาพของการยึดเกาะพื้นของเนื้อดอกยาง สามารถแบ่งได้ดังนี้

  • ประสิทธิภาพการยึดเกาะบนพื้นผิวแห้ง ดอกยางของ Apexbeat Speed-l สามารถยึดเกาะพื้นได้ดีกว่าค่ามาตรฐาน โดยจะยึดเกาะอยู่ที่ 45 องศา (ค่ามาตรฐานการยึดเกาะพื้นผิวที่แห้งอยู่ 35 องศา)
  • ประสิทธิภาพการยึดเกาะบนพื้นผิวที่เปียกน้ำ ดอกยางของ Apexbeat Speed-l สามารถยึดเกาะพื้นได้ต่ำกว่าค่ามาตรฐานเล็กน้อย โดยจะยึดเกาะอยู่ที่ 28 องศา (ค่ามาตรฐานการยึดเกาะพื้นผิวที่เปียกน้ำอยู่ 30 องศา)
ประสิทธิภาพของการยึดเกาะพื้นของ Apexbeat Speed-l

ซึ่งต้องอธิบายก่อนว่า ค่ามาตรฐานการยึดเกาะพื้นผิวที่เปียกน้ำ 30 องศา คือ ค่ามาตรฐานในรองเท้าวิ่งเทรลที่ทางเราทดสอบแล้วพบว่า ให้ความรู้สึกที่มั่นคง ไม่ลื่นหรือไถลจนเกินไปบนเส้นทางที่เปียกน้ำ

แต่ในรองเท้าวิ่งถนนมีรองเท้าวิ่งเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถผ่านเกณฑ์นี้ได้ โดยจะมีแบรนด์ Adidas กับดอกยาง Continental, แบรนด์ Asics กับดอกยาง Asics Grip, แบรนด์ Decathlon ในรองเท้าวิ่ง เช่นรุ่น KD800 และ KN500 (เท่าที่ได้ทดสอบมา) ซึ่งสามารถยึดเกาะพื้นผิวที่เปียกน้ำได้อยู่ที่ 30 – 37 องศา

และในส่วนของรองเท้าวิ่งถนนแบรนด์อื่นๆ ส่วนใหญ่ การยึดเกาะพื้นผิวที่เปียกน้ำจะอยู่ระหว่าง 23 – 26 องศา ซึ่งดอกยางของ Apexbeat Speed-l ที่ยึดเกาะอยู่ที่ 28 องศา ก็ถือได้ว่ายึดเกาะพื้นผิวที่เปียกน้ำได้ดีกว่ารองเท้าวิ่งถนนส่วนใหญ่เล็กน้อย

ดอกยางของ Apexbeat Speed-l ก็ถือได้ว่ายึดเกาะพื้นผิวที่เปียกน้ำได้ดีกว่ารองเท้าวิ่งถนนส่วนใหญ่เล็กน้อย

โดยรวม ดอกยางของ Apexbeat Speed-l เป็นดอกยางที่ใช้งานได้ดี สามารถยึดเกาะพื้นผิวแห้งได้ดีมาก การลงเท้าและยันตัวออกไปไม่มีลื่น และในส่วนของการยึดเกาะพื้นผิวที่เปียกน้ำก็ถือได้ว่าทำออกมาได้ในเกณฑ์ที่ดีปานกลาง ที่ไม่ลื่นจนคุมรองเท้าไม่อยู่ รวมทั้งดอกยางยังมีความทนทานในการใช้งานในระดับมาตรฐาน

ดอกยางของ Apexbeat Speed-l เป็นดอกยางที่ใช้งานได้ดี

สรุปโดยรวมและการใช้งาน

สรุปโดยรวมและการใช้งานของ Apexbeat Speed-l

Apexbeat Speed-l ต้องยกให้เป็นรองเท้าวิ่งสำหรับแข่งขันที่มีความคุ้มค่าที่สุดคู่หนึ่งในตลาด ณ เวลานี้ เลยก็ว่าได้ จากทั้งน้ำหนักของรองเท้าที่เบามาก พื้นชั้นกลางที่เด้งและส่งแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน้าผ้าที่กว้างสวมใส่สบาย รวมไปถึงดอกยางที่ทนทานและเกาะพื้นได้ดี

ซึ่งถือเป็นรองเท้าวิ่งที่สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ไม่ต่างจากรองเท้าวิ่ง Super Shoes ของแบรนด์อื่นๆ รวมทั้งยังเป็นรองเท้าที่เหมาะกับทั้งเหล่านักวิ่งมหาชนและนักกีฬามืออาชีพ

โดยในปัจจุบันยังมีนักวิ่งมหาชนหลายท่านที่ใช้งานรองเท้าวิ่งประเภทฝึกซ้อมประจำวัน (Daily Trainers) แล้วนำไปลงในสนามแข่งขัน ทั้งวิ่งเพื่อความสนุกสนานและเพื่อสุขภาพ ซึ่ง Apexbeat Speed-l จะเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับนักวิ่งกลุ่มนี้ที่ไม่เคยสวมใส่รองเท้าวิ่ง Super Shoes มาก่อน ที่จะช่วยให้การวิ่งมีความสนุกมากยิ่งขึ้น สามารถวิ่งไปได้ไกลมากกว่าเดิมและเร็วขึ้นกว่าเดิม

Apexbeat Speed-l ถือเป็นรองเท้าวิ่งที่สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ไม่ต่างจากรองเท้าวิ่ง Super Shoes ของแบรนด์อื่นๆ

รวมไปถึงนักวิ่งที่กำลังมองหารองเท้าวิ่งคาร์บอนสำหรับแข่งขันคู่แรก สำหรับเริ่มต้นลงสนามแข่งในงบประมาณที่ไม่สูงมากนัก

ในส่วนของนักกีฬาอาชีพหรือนักกีฬาเยาวชนที่ลงสนามแข่งเป็นประจำ ที่ ณ เวลานี้ ส่วนใหญ่มีรองเท้าแข่งเป็น Nike ZoomX Vaporfly Next% 2 ก็สามารถใช้งาน Apexbeat Speed-l ในการฝึกซ้อมสลับกับรองเท้าแข่งคู่หลักได้ โดยเฉพาะกับนักกีฬาที่มีรองเท้าวิ่งสำหรับแข่งขันอยู่เพียงคู่เดียว

Apexbeat Speed-l สามารถใช้ในการฝึกซ้อมสลับกับรองเท้าแข่งคู่หลักได้

โดยรวม Apexbeat Speed-l ถือได้ว่าทำหน้าที่ในฐานะของรองเท้าวิ่งสำหรับแข่งขันได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งในการแข่งขันระยะ 5 กม. ไปจนถึงระยะมาราธอน และตอบโจทย์การเป็นรองเท้าวิ่งสำหรับฝึกซ้อมทำความเร็ว เช่น การฝึกซ้อมแบบ Tempo (วิ่งยาวต่อเนื่องแบบมีความเร็ว) และ Long Progression Run (วิ่งยาวแบบแบ่งเป็นเช็ตและเร็วขึ้นเรื่อยๆ) รวมไปถึงการฝึกซ้อมวิ่งขึ้นเขา (Hill Workouts)

นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มค่าในด้านของการบริการหลังการขาย ที่หากตัวรองเท้ามีปัญหาใดๆ ก็ตาม เช่น ต้องการเปลี่ยนไซส์หรือมีตำหนิจากการผลิต ทางแบรนด์ Apexbeat ก็ยินดีที่จะเปลี่ยนคู่ใหม่ให้โดยทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

Apexbeat Speed-l ถือได้ว่าทำหน้าที่ในฐานะของรองเท้าวิ่งสำหรับแข่งขันได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งในการแข่งขันระยะ 5 กม. ไปจนถึงระยะมาราธอน

และท่านใดที่เคยใช้งานรองเท้าวิ่ง Apexbeat Speed-l แล้ว รู้สึกอย่างไรหรือมีปัญหาตรงจุดไหน สามารถทักเข้าไปในเพจ FB: Apexbeat Thailand เพื่อบอกเล่าและแสดงความคิดเห็นได้เลยนะครับ เพราะทางทีมงานต้องการความคิดเห็นของนักวิ่งทุกๆ ท่าน เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนารองเท้าวิ่งในรุ่นต่อๆ ไป

เสื้อวิ่ง Apexbeat

และในบทความรีวิวเต็ม Apexbeat Speed-l ต้องขอขอบคุณทางแบรนด์ Apexbeat Thailand ที่ส่งรองเท้าและชุดวิ่งมาให้ทางเราทดสอบนะครับ

เสื้อวิ่ง Apexbeat เนื้อผ้านุ่มและระบายอากาศได้ดี
มีการทอรูระบายอากาศตลอดทั้งตัวเสื้อ
แถบสะท้อนแสงโลโก้บริเวณหน้าอก

หวังว่าบทความนี้เป็นจะเป็นประโยชน์สำหรับนักวิ่งหรือผู้ที่สนใจในการวิ่งหลาย ๆ ท่าน ขอให้วิ่งให้สนุกครับ

สามารถติดตาม Running Profiles ได้ทั้งใน

More on this topic

Popular stories

Training Plan