รองเท้าคาร์บอน เหมาะกับนักวิ่งทุกคนจริงหรือ ?

Related Articles

วันนี้เราจะมาแปลบทความน่าสนใจบทความหนึ่งที่ทาง Runner World ได้เขียนไว้เกี่ยวกับสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับรองเท้าคาร์บอนที่กำลังเป็นกระแสฮิตอยู่ในตอนนี้ โดยมีชื่อว่า Will Magic Shoes Work for You?  (รองเท้าคาร์บอนสุดวิเศษณ์เหล่านั้น เหมาะกับคุณจริงหรือ? ) เนื้อหาจะเป็นอย่างไรติดตามได้เลยครับ

“ไม่ใช่นักวิ่งทุกคนที่วิ่งได้เร็วขึ้นจากรองเท้าคาร์บอน อ้างอิงตามผลงานวิจัยใหม่”

ย้อนกลับไปในปี 2018 ณ งานแข่ง Grandma’s Marathon นักวิ่งสาวชาวอเมริกันนามว่า Amy Schlotthauer ได้ตั้งใจว่าจะทำลายสถิติมาราธอนต่ำกว่า 3 ชั่วโมงของเธอลงให้ได้ ดังนั้นเธอจึงทำในสิ่งที่นักวิ่งหลายคนทำ นั้นคือ ลงทุนเงิน $250 (8,xxx บาท) ในการซื้อรองเท้า Nike Vaporfly 4% หลังจากนั้น เธอใส่มันซ้อมวิ่งแบบ Tempo เป็นระยะทาง 14 กม. และเธอกล่าวว่า “รองเท้าคู่นี้ให้ความรู้สึกที่เร็วราวกับว่าเธอกำลังจะกระเด้งออกนอกถนน”

Amy Schlotthauer นักวิ่งสาวชาวอเมริกัน ที่มีสถิติมาราธอนอยู่ที่ 2:55:36 ชั่วโมง ด้วยรองเท้า Lightweight Trainer อย่าง Adidas Adizero Boston 7

Nike Vaporfly 4% ไม่ทำให้เธอผิดหวัง เธอเข้าเส้นชัยด้วยระยะเวลา 2:59:50 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ณ กิโลเมตรที่ 32 เธอได้เกิดมีอาการขาซ้ายสั่น และหลังจากจบงานแข่งเธอแทบจะเดินต่อไม่ได้

Amy Schlotthauer ปัจจุบันอายุ 39 ปี อาศัยอยู่ในรัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา เธอไม่เคยมีประวัติเข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง ซึ่งเธอเพียงแค่พักผ่อนให้กล้ามเนื้อรักษาตัวเองเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในครั้งที่สองที่เธอลงแข่ง Marathon ด้วย Nike Vaporfly 4% อาการบาดเจ็บก็กลับมาอีกครั้ง และเธอต้องจบการแข่งขันด้วยระยะเวลา 3:01:58 ชั่วโมง

เธอไม่แน่ใจว่าอาการบาดเจ็บเกิดจากอะไรกันแน่ และเธอกล่าวเสริมว่า “ฉันได้ทำการค้นหาและศึกษาเกี่ยวกับท่าวิ่งและการเคลื่อนไหวของฉันหลังจากจบการแข่งขันมาราธอน จึงทำให้ฉันได้เข้าใจว่ารองเท้าคาร์บอนเหล่านั้นไม่ได้เหมาะกับฉัน”

ในขณะที่นักวิ่งหลายคนเปลี่ยนไปใส่รองเท้าสุดวิเศษณ์ที่มีแผ่นคาร์บอน แต่ Amy Schlotthauer กลับเลือกที่จะย้อนกลับไปใส่รองเท้าคู่เดิมของเธออย่าง Adidas Adizero Boston 7 ซึ่งไม่ได้มีแผ่นคาร์บอนและเป็นรองเท้าประเภท Lightweight Trainer ในการแข่งขัน Chicago Marathon ปี 2019 ทำให้ในปีนั้น เธอทำสถิติเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตเธอ โดยใช้ระยะเวลาไปเพียง 2:55:36 ชั่วโมง โดยไม่มีอาการบาดเจ็บใด ๆ ทั้งสิ้น หลังจากนั้น เธอก็ได้ตั้งใจที่จะใส่รองเท้าที่ไม่มีแผ่นคาร์บอนในงานแข่งครั้งต่อ ๆ ไป

ช้าก่อน สรุปแล้ว Nike Vaporfly จะเหมาะกับทุกคนไหม ?

มันเป็นเหมือนกระแสนิยมในปัจจุบัน เมื่อนักวิ่งใส่รองเท้า Vaporfly แล้วทำลายสถิติโลกกันเป็นว่าเล่น ใคร ๆ ก็ไม่อยากเป็นรองใคร รวมถึงผลงานวิจัยที่บ่งชี้ชัดเจนว่า Vaporfly ช่วยให้นักวิ่งวิ่งได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 4-5 เปอร์เซ็นต์ ที่กล่าวมานี้ยังไม่รวมถึงรองเท้ารุ่นใหม่ของทาง Nike อย่าง Alphafly Next% ที่ยังไม่ได้มีนักวิจัยมาทดสอบถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่ Amy Schlotthauer พบเจอ คงไม่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่ารองเท้าวิ่งคาร์บอนเหล่านี้จะเหมาะกับนักวิ่งทุกคน

Geoff Burns นักชีวกลศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกนและเป็นผู้เขียนบทความในวารสารการแพทย์เวชศาสตร์อังกฤษ (British Journal of Sports Medicine) ผู้ซึ่งเรียกร้องให้มีการออกกฏควบคุมการออกแบบรองเท้า ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ถ้าหากคุณให้กลุ่มนักวิ่งทดสอบรองเท้าวิ่งหนึ่งคู่ ผลลัพธ์ที่ได้จากแต่ละคนก็มักจะแตกต่างกันไป” 

Geoff Burns เป็นทั้งนักชีวกลศาสตร์ (Biomechanist) และนักวิ่ง ผู้ซึ่งมีสถิติ 5K อยู่ที่ 15:09.66 นาที และสถิติมาราธอนอยู่ที่ 2:24:58 ชั่วโมง

ความแตกต่างที่เกิดขึ้นเกิดจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่ถูกผสมรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เบา, โฟมที่มี Energy Return ที่สูง, และแผ่นคาร์บอนที่แข็ง สำหรับนักวิ่งบางคน รองเท้าเหล่านี้ช่วยให้พวกเขาวิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับกันนักวิ่งบางคนอาจจะมีอาการบาดเจ็บที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงไม่นานมานี้เองได้มีการเก็บข้อมูลเบื้องต้นที่แสดงให้เห็นว่า สำหรับนักวิ่งที่ไม่ใช่มืออาชีพ รองเท้าคาร์บอนเหล่านี้แทบไม่ได้ทำให้พวกเขาวิ่งได้ดีขึ้นเลย และในบางรายกลับวิ่งได้แย่ลงไปอีก

นักวิ่งทั่วไปบางคนวิ่งได้ช้าลงเมื่อใส่ Vaporfly จริงหรือ?

ในเดือน มกราคม ปี 2020 ได้มีกลุ่มนักวิจัยจาก University of Waikato ประเทศนิวซีแลนด์ ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของนักวิ่งทั่วไป ในการใส่รองเท้า Vaporfly 4% เปรียบเทียบกับ Saucony Endorphin Racer 2 ซึ่งเป็นรองเท้า Racing Flat น้ำหนักเบา รวมทั้งเปรียบเทียบกับรองเท้าวิ่งที่พวกเขาใส่เป็นประจำ

(บน) Nike Vaporfly 4% และ (ล่าง) Saucony Endorphin Racer 2 ทั้งคู่ถูกโย้มให้เป็นสีดำ เพื่อลดอคติในการใส่วิ่ง

โดยการทดลองครั้งนี้ ทีมนักวิจัยได้เลือกนักวิ่งทั้ง 18 คน ที่มีสถิติเวลา 5K อยู่ที่ 20-25 นาที และทั้ง 18 คนมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 33 ปี รวมทั้ง 14 คนในนี้เป็นนักวิ่งที่วิ่งลงส้นเท้า (ที่เหลือ 4 คน วิ่งลงกลางเท้าและปลายเท้า) ซึ่งทีมนักวิจัยได้ให้นักวิ่งทั้ง 18 คน วิ่งเป็นระยะเวลา 3 นาทีในความเร็วที่กำหนด เพื่อหาค่า Running Economy และให้วิ่ง 3 กม. แบบสุดความสามารถ (3K Time Trial) เพื่อหาระยะเวลาที่ดีที่สุดของพวกเขาเองในรองเท้าแต่ละคู่

ผลการทดลองพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วนักวิ่งที่ใส่ Nike Vaporfly 4% วิ่งได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 4.2 เปอร์เซ็นต์ และวิ่งได้ไวขึ้นถึง 16.6 วินาที เมื่อเทียบกับรองเท้าที่พวกเขาใส่เป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับ  Endorphin Racer 2 กลับมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเพียง 1.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ได้มีนัยสำคัญในทางสถิติ แต่ว่าในด้านการทำเวลานั้น Nike Vaporfly 4% ยังทำเวลาได้ดีกว่า Endorphin Racer 2 อยู่ 13 วินาที

จากตารางจะเห็นว่า โดยเฉลี่ยรองเท้า Nike สามารถทำเวลาได้ดีขึ้นในการทดสอบ 3K Time Trial เมื่อเทียบกับรองเท้าแบบ Racing Flat และรองเท้าที่พวกนักวิ่งใส่เป็นประจำ

แม้ว่าจะทำเวลาเฉลี่ยได้ดีกว่า แต่หากมองในมุมมองนักวิ่งแต่ละคน จะพบว่า มีนักวิ่งบางรายที่มีผลเชิงลบกับรองเท้า Vaporfly โดยหนึ่งในนักวิ่งมีประสิทธิภาพในการวิ่งที่ลดลงถึง 8.6 เปอร์เซ็นต์ และวิ่งได้ช้าลงถึง 4.7 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งไม่ใช่นักวิ่งทุกคนจะทำเวลาได้ดีขึ้น ซึ่งในการวิ่งแบบ 3K Time Trial มีนักวิ่งเพียง 11 คนใน 18 คน ที่ทำเวลาได้ดีกว่า และมีเพียง 5 คนเท่านั้นที่ประสิทธิภาพในการวิ่งเพิ่มขึ้นจากสองเท้าทั้งสองคู่ (Endorphin Racer 2 และรองเท้าที่พวกเขาใส่เป็นประจำ) อย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยนี้ยังไม่ได้ถูกตีพิมพ์ออกมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งหลังจากนี้อาจจะมีการค้นพบผลลัพธ์ใหม่ก็เป็นได้

สรุปแล้ว Vaporfly ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บจริงหรือ ?

Max Paquette นักชีวกลศาสตร์จาก University of Memphis กล่าวว่า “ความซับซ้อนของเรื่องนี้ ทำให้มันเป็นเรื่องที่ยากที่จะบอกว่ารองเท้าคู่หนึ่งจะทำให้นักวิ่งบาดเจ็บ รวมไปถึงแนวคิดที่ว่า รองเท้าวิ่งสามารถทำให้นักวิ่งเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้มีผลงานวิจัยอย่างเป็นทางการมารองรับ”

เขายังกล่าวติดตลกอีกว่า “งานวิจัยเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บจากการวิ่งเป็นงานวิจัยที่ต้องใช้เงินทุนสูง และไม่มีบริษัทรองเท้าวิ่งไหนในโลกหรอกที่จะให้เงินทุนเรามาวิจัยอะไรแบบนี้ รวมไปถึงมันเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่ออาการบาดเจ็บของนักวิ่งแต่ละรายอีกด้วย”

ในส่วนของ Rich Willy นักกายภาพบำบัดและนักวิจัยจาก University of Montana ได้ให้ความเห็นว่า อาการบาดเจ็บในนักวิ่งอาจจะขึ้นอยู่กับประเภทของรองเท้า ดั่งเช่นช่วงที่รองเท้าประเภท Minimalist เป็นที่นิยม คลินิกของเขากลับมีนักวิ่งที่ได้รับอาการบาดเจ็บบริเวณน่องและเอ็นร้อยหวายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นที่รองเท้า Minimalist ที่เพิ่มภาระให้กับบริเวณปลายเท้า

แนวคิดที่ว่านี้ ยังถูกสนับสนุนโดยงานวิจัยจาก University of Colorado ที่ว่ารองเท้าอย่าง Vaporfly ได้ทำให้กลไกการทำงานของข้อเท้านักวิ่งเปลี่ยนไป โดยเป็นการลดการทำงานของน่องและการงอของนิ้วเท้าลง ซึ่ง Rich Willy ได้กล่าวเสริมว่า “รองเท้าคาร์บอนอาจจะช่วยลดปัญหาการทำงานของนิ้วและเอ็นร้อยหวายลงก็จริง แต่การลดการทำงานของอวัยวะหนึ่งลง มักจะส่งผลให้อีกอวัยวะหนึ่งต้องทำงานหนักขึ้นแทน” และในกรณีนี้เอง เขาคาดการณ์ว่าเป็นหัวเข่าหรือสะโพกที่จะต้องรับภาระที่หนักขึ้นแทน ซึ่งอาจนำไปสู่อาการบาดเจ็บในภายหลัง

ทั้งนี้ยังมีกรณีที่นักวิ่งบางคนรายงานว่า รู้สึกไม่มั่นคง หรือรู้สึกแปลกที่เท้าลอยอยู่สูงจากพื้นเกินไป โดยความสูงที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงและยังทำให้เกิดแรงบิดที่ข้อขาและเท้ามากขึ้น

แม้ว่าแผ่นคาร์บอนที่ดูเหมือนจะเป็นตัวช่วยในการเสริมความมั่นคง แต่ยังคงเป็นที่ถกเถียงและเป็นปัญหากันอยู่อย่างกรณีนักวิ่งหญิงผู้ถือครองสถิติ 10K และ Half Marathon ที่ดีที่สุดของสหรัฐอเมริกา อย่าง Molly Huddle

Molly Huddle นักวิ่งหญิงผู้ถือครองสถิติ 10K และ Half Marathon ที่ดีที่สุดของสหรัฐอเมริกา ด้วยระยะเวลา 30:13.17 นาที และ 1:07:25 ชั่วโมง

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ Molly Huddle ได้รับเชิญให้ไปทดสอบรองเท้า Prototype ตัวใหม่ของทาง Saucony ในการทดสอบครั้งนั้นในห้องแลปแสดงให้เห็นว่ารองเท้า Prototype สามารถทำให้เธอวิ่งได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 2 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามเมื่อเธอลองดูวิดิโอบันทึกท่าทางในการวิ่งของเธอในการทดสอบครั้งนั้น เธอกลับพบว่าเท้าซ้ายของเธอดูเหมือนจะล้มและบิด ซึ่งเธอสามารถรู้สึกถึงมันได้บริเวณข้อเท้าและหลัง

หลังจากใช้งานรองเท้า Prototype ได้ไม่นาน เธอก็เริ่มมีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงบริเวณข้อเท้า และได้เข้ารับการสแกน MRI ซึ่งทำให้เห็นว่าเส้นเอ็น (Peroneal Tendon) ของขาข้างซ้ายเกิดอาการฉีกขาด ซึ่งรองเท้าอาจจะไม่ใส่สาเหตุหลักของอาการบาดเจ็บ โดยสาเหตุอาจจะเป็นการที่ปีก่อนเธอข้อเท้าผลิกและขาข้างซ้ายที่ยาวกว่าข้างขวา อย่างไรก็ตาม Huddle และทีมของเธอเชื่อมั่นว่า รองเท้าคาร์บอนเหล่านี้ไม่ได้ตอบโจทย์สรีระของเธอ

ต่อมา Huddle ก็ตัดสินใจว่า ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นถึง 2 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้คุ้มค่ากับอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้น เธอจึงหันไปใช้รองเท้าที่ทาง Saucony ผลิตออกมาเพื่อเธอโดยเฉพาะอย่าง Saucony MH1 ซึ่งเป็นรองเท้า Racing Flat ที่ใช้พื้นของ Saucony Type A8 และหน้าผ้าของ Saucony Freedom ISO ในการแข่งขันแทน

Saucony MH1 รองเท้า Racing Flat ที่ถูกผลิตออกมาเพื่อ Molly Huddle โดยเฉพาะ

สิ่งที่นักวิ่งต้องพิจารณาก่อนซื้อรองเท้าคาร์บอน

นักกายภาพบำบัด Hebert Losier จาก University of Waikato ได้กล่าวว่า เพื่อที่จะลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ นักวิ่งควรฝึกซ้อมในรองเท้าคาร์บอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหม และโดยส่วนใหญ่อาการบาดเจ็บมักจะมาจากการเปลี่ยนรองเท้าแบบทันทีและหักโหมวิ่งในรองเท้าคู่ใหม่

กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อของมนุษย์เราต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนวิธีการลงน้ำหนักที่แตกต่างไปจากเดิมในรองเท้าคาร์บอน อย่างไรก็ตามถ้าหากนักวิ่งใช้รองเท้าคาร์บอนในการซ้อมทุกวัน ก็คงไม่เหมาะสมนัก และอาจจะนำไปสู่อาการบาดเจ็บได้ เนื่องจากรองเท้าเหล่านี้จะไปเปลี่ยนจุดรับน้ำหนักของเอ็นและกล้ามเนื้อ รวมไปถึงเปลี่ยนลักษณะท่าวิ่ง (Gait Pattern) แต่สิ่งที่สำคัญคือ นักวิ่งจะต้องทำใส่รองเท้าคาร์บอนซ้อมก่อนการแข่งขันเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนการแข่งขันมาราธอน อย่างน้อยก็ควรเป็นการซ้อมทำความเร็ว (Fast Workout) และซ้อมวิ่งระยะไกล (Long Run)

ในท้ายที่สุดผู้เชี่ยวชาญก็บอกได้เพียงแค่ว่าอะไรที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของนักวิ่งเท่านั้น โดยทิ้งให้นักวิ่งต้องค้นหารองเท้าที่เหมาะสำหรับตัวพวกเขาเอง ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่จะบอกว่ารองเท้าเหล่านี้เหมาะกับคุณหรือไม่ คือการใส่และวิ่งจับความรู้สึกด้วยตัวเอง ดังนั้นไม่มีรองเท้าไหนที่ดีที่สุดหรอกครับ แต่มันมีรองเท้าที่เหมาะสำหรับคุณที่สุดแน่นอน

แอดหวังว่าบทความนี้เป็นจะเป็นประโยชน์สำหรับนักวิ่งหรือผู้ที่สนใจในการวิ่งหลาย ๆ ท่าน ถ้าหากท่านใดมีคำถามหรืออยากจะแชร์ประสบการณ์ในการวิ่งสามารถเข้าไปคอมเม้นได้ในเพจ FB: Running Profiles ได้เลยครับ ฝากกดไลน์และติดตามเพจด้วยครับ ขอให้วิ่งให้สนุกครับ

ข้อมูลอ้างอิง:

More on this topic

Popular stories

5 ประเภทรองเท้าวิ่งที่นักวิ่งควรรู้ก่อนเป็นโปร

การวิ่งเป็นกีฬาที่เข้าถึงง่ายที่สุดในโลก การวิ่งไม่ต้องการอุปกรณ์ที่พิเศษหรือสิ่งของราคาแพงในการเริ่มที่จะออกไปวิ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม นั้นก็คือ “รองเท้าวิ่งที่ดีสักคู่หนึ่ง” ท่านเคยรู้สึกไหมว่ารองเท้าบางคู่พื้นแข็งจนใส่วิ่งได้แค่ในระยะสั้น ๆ ส่วนอีกคู่พื้นนุ่ม แต่ทำความเร็วได้ยาก หรือ จะต้องซ้อมตามแผน 10k, 21k, 42k ที่มีการฝึก Easy days, Long run, Interval และ Tempo...

โฟม Zoom X ของทาง Nike คืออะไร และวัสดุ PEBAX คืออะไร

นักวิ่งหลายท่านคงสงสัยว่า โฟม Zoom X ของทาง Nike ที่ถูกใช้ในรองเท้าตัวแข่งอย่าง Nike ZoomX Vaporfly NEXT% และตัวใหม่อย่าง Nike Air Zoom Alphafly NEXT% นั่นเป็นวัสดุอะไร และมันดียังไง วันนี้เราจะมาไขคำตอบกันครับ

รีวิวรองเท้า Saucony Peregrine ISO หนึ่งในรองเท้าเทรลที่ดีที่สุด

Saucony Peregrine ISO เป็นรองเท้าเทรลที่ดีสุดที่ติดอันดับในหมวดชื่นชอบตลอดกาล (Best Longtime Favorite) จากเว็บไซต์เกี่ยวกับการวิ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Runner’s World Saucony Peregrine ISO เป็นรองเท้าเทรลที่สานต่อความสำเร็จของรุ่น...

เผยภาพอย่างเป็นทางการของ Nike Zoom Pegasus 37

รองเท้าวิ่งรุ่นยอดนิยมตระกูล Pegasus ได้เปิดเผยภาพโมเดลรุ่นใหม่ นั้นคือ Nike Zoom Pegasus 37  โดยครั้งนี้ Nike Zoom Pegasus 37...

ความแตกต่างระหว่าง New Balance Hierro v5 กับ 850 All Terrain แฝดคนละฝา

คงมีนักวิ่งเทรลหลายท่านสงสัยว่า New Balance Hierro v5 กับ 850 All terrain มันแตกต่างกันอย่างไร แล้วตัวไหนเหมาะกับการใช้งานอะไร งั้นเรามาไขข้อสงสัยกันครับ โดยเริ่มจาก New Balance 850 All...

นุ่ม และเด้ง คืออะไร วัดจากอะไรและทำไมมันจึงสำคัญ

เมื่อหลายคนเริ่มต้นเข้าสู่วงการการวิ่ง สิ่งที่นักวิ่งจะพบเป็นสิ่งแรก ๆ ก็คือ คำศัพท์แปลก ๆ เช่น Fartlek, Interval, Tempo, Split, PB, PR, Taper, Cushion, Responsiveness, Energy return สิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นการเรียนภาษาใหม่สำหรับนักวิ่งทั้งหลาย ฉะนั้นวันนี้เราจะมาเริ่มทำความรู้จักกับคำศัพท์ 2 คำเกี่ยวกับรองเท้าที่นักวิ่งมือโปรต้องรู้

Training Plan

แผนการซ้อม 10K ใน 8 สัปดาห์ จากทาง Nike

ทาง Nike Running Global Head Coach (NRC) ได้ปล่อยแผนการซ้อมวิ่งสำหรับระยะ 10K ภายใน 8 สัปดาห์ โดยแผนการวิ่งนี้ถูกออกแบบโดยหัวหน้าโค้ชระดับโลกของทาง Nike อย่าง Chris Bennett

แผนการซ้อม 5K ใน 8 สัปดาห์ จากทาง Nike

ทาง Nike Running Global Head Coach (NRC) ได้ปล่อยแผนการซ้อมวิ่งสำหรับระยะ 5K ภายใน 8 สัปดาห์ โดยแผนการวิ่งนี้ถูกออกแบบโดยหัวหน้าโค้ชระดับโลกของทาง Nike อย่าง Chris Bennett

แผนการซ้อม Half Marathon ใน 14 สัปดาห์ จากทาง Nike

ทาง Nike Running Global Head Coach (NRC) ได้ปล่อยแผนการซ้อมวิ่งสำหรับระยะ Half Marathon ภายใน 14 สัปดาห์ โดยแผนการวิ่งนี้ถูกออกแบบโดยหัวหน้าโค้ชระดับโลกของทาง Nike อย่าง Chris Bennett

แผนการซ้อม Marathon ใน 18 สัปดาห์ จากทาง Nike

ทาง Nike Running Global Head Coach (NRC) ได้ปล่อยแผนการซ้อมวิ่งสำหรับระยะ Marathon ภายใน 18 สัปดาห์ โดยแผนการวิ่งนี้ถูกออกแบบโดยหัวหน้าโค้ชระดับโลกของทาง Nike อย่าง Chris Bennett