ประวัติแบรนด์ La Sportiva: ตอนที่ 2 ผู้เขียนประวัติศาสตร์รองเท้าปีนผา

Related Articles

วันนี้เรามาต่อกันที่ตอนที่ 2 ของประวัติแบรนด์ La Sportiva หลังจากการเดินทางของแบรนด์ La Sportiva ได้มาถึงยุครุ่งเรืองของการพิชิตยอดเขาในช่วงปี 1970 ภายใต้การกุมบังเหียนของรุ่นที่ 2 ของตระกูล Delladio อย่าง Francesco Delladio

และในตอนนี้จะเป็นการส่งไม้ต่อเข้าสู่ยุคบุกเบิกของกีฬาปีนหน้าผาในทวีปยุโรป โดยมีแบรนด์ La Sportiva คอยอยู่เบื้องหลังความสำเร็จต่างๆ ในหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งประวัติแบรนด์ La Sportiva ต่อจากนี้จะน่าสนใจเพียงใด เชิญติดตามได้เลยครับ

ปล. ท่านใดที่ยังไม่ได้อ่านประวัติแบรนด์ La Sportiva ในตอนที่ 1: จุดเริ่มต้นและตำนานของเหล่าผู้พิชิตยอดเขาจากอิตาลี สามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่

การมาถึงของกีฬาปีนหน้าผาและไม้ต่อรุ่นที่ 3 ของตระกูล Delladio

ในช่วงปลายปี 1950 กระแสการเล่นสกีอัลไพน์กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในแถบเทือกเขาแอลป์ และนำไปสู่การตั้งสกีรีสอร์ทขนาดใหญ่ ที่เหมือนกับเมืองขนาดเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขา

ในช่วงปลายปี 1950 กระแสการเล่นสกีอัลไพน์กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในแถบเทือกเขาแอลป์

และแบรนด์ La Sportiva ที่ ณ เวลานี้ อยู่ภายใต้การนำของรุ่นที่ 2 อย่าง Francesco Delladio ซึ่งเขาได้ตัดสินใจที่จะนำแบรนด์ La Sportiva เข้าสู่ตลาดรองเท้าบูทสำหรับสกี ซึ่งเขาได้ผลิตทั้งรองเท้าบูทสำหรับสกีอัลไพน์และสกีครอสคันทรี

โดยเลือกที่จะใช้วัสดุหนังแท้ในการผลิต และนำไปจัดแสดง ณ งาน Milan Exhibition ที่ซึ่งเขาหมายมั่นที่จะให้ชื่อเสียงของแบรนด์ La Sportiva เป็นที่โด่งดังไปทั่วทั้งทวีปยุโรป

ความรู้เพิ่มเติม

  • สกีอัลไพน์ (Alpine Skiing) หรืออีกชื่อ “สกีลงเขา (Downhill skiing)” เป็นการปล่อยตัวจากเนินภูเขาหิมะสูงและลงเขาด้วยความเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่มักพบเห็นได้ในสกีรีสอร์ทต่างๆ โดยรองเท้าบูทสำหรับสกีอัลไพน์ในปัจจุบันจะมีลักษณะเป็นโครงแข็งและพื้นรองเท้าจะยึดติดกับแผ่นสกีทั้งบริเวณปลายเท้าและส้นเท้า เพื่อจำกัดการขยับของเท้าและข้อเท้า
  • สกีครอสคันทรี (Cross-country Skiing) เป็นสกีสำหรับใช้ในการเดินทางบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยหิมะของชาวยุโรป ซึ่งเส้นทางจะมีทั้งขึ้นเขา ทางเรียบและลงเขา รวมทั้งต้องมีการเดินด้วยแรงเท้าของคน ทำให้รองเท้าจะไม่เป็นโครงแข็งและพื้นของรองเท้าจะยึดติดกับแผ่นสกีเฉพาะบริเวณปลายเท้าเท่านั้น เพื่อให้สามารถยกส้นเท้าในการเดินได้ นอกจากนี้บางช่วงของเส้นทาง เช่น ช่วงขึ้นเขาชันจะต้องมีการถอดรองเท้าออกจากแผ่นสกี ทำให้รองเท้าบูทจะมีดอกยางเอาไว้สำหรับเดินบนหิมะอีกด้วย
(ภาพบน) สกีอัลไพน์ (Alpine Skiing) และ (ภาพล่าง) สกีครอสคันทรี (Cross-country Skiing)

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีต่างๆ เริ่มที่จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ในช่วงต้นของปี 1970 รองเท้าบูทสำหรับสกีอัลไพน์ส่วนใหญ่ได้ถูกผลิตจากพลาสติกแข็งและวัสดุสังเคราะห์ต่างๆ ซึ่งมีสีสันภายนอกที่ฉูดฉาดล้ำสมัยและน่าดึงดูดกว่าสีที่ดูโบราณของวัสดุหนังแท้

(ภาพเล็ก) รองเท้าบูทสำหรับสกีอัลไพน์ของแบรนด์ La Sportiva ที่ยังทำมาจากวัสดุหนังแท้ และ (ภาพใหญ่) รองเท้าบูทสำหรับสกีอัลไพน์รุ่นใหม่ถูกผลิตจากพลาสติกแข็งและวัสดุสังเคราะห์ต่างๆ

ทำให้แบรนด์ La Sportiva ต้องยุติสายการผลิตรองเท้าบูทสำหรับสกีอัลไพน์ไป เนื่องจากการใช้วัสดุสังเคราะห์มีต้นทุนในการผลิตที่สูงจนเกินไป จึงทำให้ ณ เวลานี้ ครอบครัว Delladio มีผลิตภัณฑ์เหลือเพียงรองเท้าบูทสำหรับเดินภูเขาแบบดั้งเดิมและรองเท้าบูทสำหรับสกีครอสคันทรีเท่านั้น

และในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง ที่ยุคเฟื่องฟูของการพิชิตยอดเขาโดยการใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ ได้เดินทางไปถึงขีดสุดและกำลังเปลี่ยนทิศทางเข้าสู่ยุคเริ่มต้นแห่ง Free Climbing และกีฬาปีนหน้าผา

ซึ่งเป็นช่วงปีแห่งการปฏิวัติอย่างแท้จริง ที่นำโดยเหล่าเด็กๆ รุ่นใหม่วัย 20 ปี ที่กำลังมองหาเส้นทางใหม่ๆ บนภูเขา ซึ่งพวกเขาเรียกเส้นทางเหล่านี้ว่า “direttissime” หรือในภาษาอิตาลีจะมีความหมายว่า “เส้นทางที่สั้นที่สุด” ซึ่งเป็นการปีนหน้าผาจากบริเวณตีนเขาขึ้นไปยังยอดเขาในแนวดิ่ง โดยปีนตรงผ่านเส้นทางน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขา ซึ่งเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดและมีความท้าทายมากที่สุด

“direttissime” หรือในภาษาอิตาลีจะมีความหมายว่า “เส้นทางที่สั้นที่สุด” ซึ่งเป็นการปีนหน้าผาจากบริเวณตีนเขาขึ้นไปยังยอดเขาในแนวดิ่ง

เหล่าเด็กรุ่นใหม่ถูกผลักดันโดยแนวคิดที่ต้องการจะเป็นผู้พิชิตที่ยอดเยี่ยมกว่าบุคคลในอดีต จึงก่อให้เกิดความปรารถนาที่จะมีอิสระในการปีนหน้าผา ซึ่งความปรารถนาที่เกินกว่าการไปให้ถึงจุดสูงสุดและมากกว่าการพิชิตยอดเขา นั่นคือ “การดื่มด่ำไปกับความสวยงามของเส้นทางขณะปีนหน้าผา ที่ซึ่งไม่ใช่การกระทำเพียงเพื่อชื่อเสียง แต่เป็นความรักที่จะทำ เพื่อก้าวข้ามขีดกำจัดของตนเอง”

นี้จึงเป็นเสมือนยุคเริ่มต้นของการปีนหน้าผา ที่ในภาษาอิตาลีเรียกว่า Nuovo Mattino” หรือ “รุ่งอรุณแห่งเช้าวันใหม่”

ทำให้การปีนหน้าผากลายมาเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ ที่ให้เหล่าเด็กรุ่นใหม่ได้เข้ามาทดสอบทางความคิดและใส่ความแปลกใหม่ในแบบของตัวพวกเขาเอง ซึ่งในปี 1947 นักปีนผาหนุ่มจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นามว่า Pierre Alain ได้ออกแบบรองเท้าสำหรับปีนผาขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก ภายใต้ชื่อ “PA Shoes”

Pierre Alain ได้ออกแบบรองเท้าสำหรับปีนผาขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก ภายใต้ชื่อ “PA Shoes”

โดยรองเท้า PA เป็นที่นิยมในช่วงยุคปี 1950 ก่อนที่จะถูกซื้อไปโดยผู้เชี่ยวชาญในการผลิตรองเท้าจากฝรั่งเศสอย่าง Edmond Bourdonneau และถูกเปลี่ยนชื่อแบรนด์กลายมาเป็น “EB” ซึ่งแบรนด์ EB ในช่วงปี 1970 ได้ออกรองเท้าปีนผารุ่น Super Gratton ที่จะกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของรองเท้าปีนผาในยุคสมัยนั้น

รองเท้าปีนผา EB Super Gratton ในช่วงปี 1970

EB Super Gratton เป็นการนำรองเท้าพื้นแข็งมาหุ้มด้วยยางเรียบตลอดทั้งพื้นรองเท้า ทำให้มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับรองเท้าบาสเก็ตบอลในช่วงเวลานั้น

รองเท้าบาสเก็ตบอลในช่วงปี 1970

และในช่วงปี 1970 นี้เอง ที่รุ่นที่ 3 ของตระกูล Delladio อย่าง Lorenzo Delladio ซึ่งเป็นลูกชายคนโต ที่ ณ เวลานี้ได้กำลังศึกษาและเป็นสมาชิกของโรงเรียนตำรวจกู้ภัยบนภูเขา (State Police Mountain Rescue Service) ณ หมู่บ้าน Moena ประเทศอิตาลี ที่ซึ่งเขาได้รับการฝึกให้มีความชำนาญในการปีนหน้าผา เพื่อใช้ในเหตุการณ์กู้ภัยต่างๆ

โดยรองเท้าบูทที่โรงเรียนแห่งนี้แจกจ่ายให้เหล่านักศึกษาและตำรวจกู้ภัย คือรองเท้าบูทที่มีพื้นแข็งแบบดั้งเดิมของแบรนด์ La Sportiva ที่ผลิตโดยพ่อของ Lorenzo นั่นเอง อย่างไรก็ตามรองเท้าบูทพื้นแข็งเหล่านี้ไม่เหมาะกับการนำใช้ไปปีนหน้าผ้ามากนัก

Lorenzo Delladio ซึ่งเป็นรุ่นที่ 3 ของตระกูล Delladio ที่กำลังศึกษาและเป็นสมาชิกของโรงเรียนตำรวจกู้ภัยบนภูเขา
(ซ้าย) Lorenzo Delladio ซึ่งเป็นรุ่นที่ 3 ของตระกูล Delladio และ (ขวา) พ่อของเขาอย่าง Francesco Delladio

ซึ่งมีหนึ่งในครูผู้ฝึกสอนของ Lorenzo อย่าง Gino Comelli ที่เลือกใช้รองเท้าบาสเก็ตบอลในการปีนหน้าผ้าแทน เนื่องด้วย ณ เวลานั้นรองเท้าปีนผาของ EB ไม่ใช่สิ่งที่จะหาซื้อได้ง่ายในประเทศอิตาลี ทำให้นักปีนผาจำนวนไม่น้อยได้หยิบเอารองเท้าบาสเก็ตบอลที่หน้าตาคล้ายๆ กันไปใช้ปีนหน้าผาแทน

หลังจากการฝึกจบลง Gino Comelli ได้เข้าไปคุยกับ Lorenzo และแนะนำให้แบรนด์ La Sportiva ผลิตรองเท้าที่มีลักษณะคล้ายกับรองเท้าบาสเก็ตบอลนี้ แต่ต้องมีความทนทานกว่าและต้องยึดเกาะพื้นผิวของผาหินได้ดีกว่า รวมทั้งสิ่งที่เขาต้องการอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ความยืดหยุ่นของพื้นรองเท้า ที่ไม่แข็งเหมือนกับรองเท้าบูททั่วไป

เมื่อ Lorenzo ได้รับแนวคิดนี้ เขาไม่รอช้าที่จะบอกพ่อของเขา ทำให้ Francesco Delladio ได้ลงมือออกแบบรองเท้าบูทสำหรับปีนหน้าผาตัวต้นแบบออกมาแล้วส่งไปให้ Gino Comelli ได้ทดสอบอย่างรวดเร็ว

ภาพร่างรองเท้าปีนผาตัวต้นแบบ

ซึ่งผลที่ออกมาเป็นที่น่าประทับใจมาก รองเท้าปีนหน้าผาที่หน้าผ้าทำมาจากหนังแท้มีความทนทานกว่าหน้าผ้าของรองเท้าบาสเก็ตบอลที่ทำมาจากผ้าฝ้าย และเนื้อดอกยางที่ทำมาจากยางที่มีความนุ่มสูง ซึ่งใช้เนื้อยางชนิดเดียวกับที่ใช้ในการซ่อมพื้นรองเท้าในยุคสมัยนั้น ทำให้พื้นรองเท้าสามารถเกาะพื้นผิวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งในภายหลังพื้นเหล่านี้จะถูกเรียกว่า “Aerlite”

อย่างไรก็ตาม เนื้อยาง Aerlite แม้ว่าจะสามารถเกาะพื้นผิวต่างๆ ได้ดี แต่กลับมีความทนทานที่น้อยจนเกินไป โดยเมื่อนำไปปีนเทือกเขา Dolomites เพียงแค่ครั้งเดียวพื้นยางก็ฉีกขาดและไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป

สองพ่อลูก Delladio ช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหานี้ โดย Lorenzo เสนอความคิดเห็นจากประสบการณ์และความชื่นชอบของเขาว่า “เราน่าจะสามารถใช้พื้นยางที่ทำมาจากยางของรถแข่งได้ ซึ่งจะมีทั้งความทนทานและประสิทธิภาพในการยึดเกาะพื้นผิวต่างๆ ได้ดี”

ซึ่ง Lorenzo เป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบและหลงไหลในการแข่งขันรถแรลลี่และมอเตอร์สปอร์ตเป็นอย่างมาก โดยเขาเคยติดต่อกับผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอิตาลีแห่งเมืองมิลานอย่างแบรนด์ Alfa Romeo อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งทำให้เขาได้ทราบว่า ณ สนามทดสอบรถแข่ง ในเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Balocco จะมียางรถแข่งที่ใช้แล้วเก็บไว้อยู่เป็นจำนวนมาก

Lorenzo Delladio ชื่นชอบและหลงไหลในการแข่งขันรถแรลลี่และมอเตอร์สปอร์ตเป็นอย่างมาก ถึงกับลงสนามแข่งแรลลี่ด้วยตนเอง
สนามทดสอบรถแข่ง ในเมือง Balocco ในปัจจุบัน

โดยยางรถแข่งเหล่านี้จะเป็นยางสลิค (Slick tyres) หรือยางที่ไม่มีดอกยาง ซึ่งยางเหล่านี้เคยถูกใช้ในรถแข่งตัวต้นแบบอย่าง Alfa 33 ที่ถูกนำไปลงสนามแข่งชิงแชมป์โลกและสนามแข่ง American Can Am championship อยู่บ่อยครั้ง

รถแข่งตัวต้นแบบ Alfa 33

ฉะนั้น เขาจึงได้ติดต่อไปหาคนรู้จักที่ทำงานอยู่ที่ Alfa Romeo และขอตัวอย่างยางรถแข่งที่ใช้แล้ว โดยเขาให้เหตุผลไปแบบตรงๆ ว่า “ผมมีความคิดที่ว่าวัสดุเนื้อยางของรถแข่งมีประสิทธิภาพในการยึดเกาะพื้นผิวและมีความทนทานที่มากกว่าเนื้อยางทั่วไป ซึ่งผมต้องการที่จะศึกษาวัสดุเนื้อยางเหล่านี้ว่า สามารถนำไปปรับใช้เป็นพื้นยางในรองเท้าปีนผาได้หรือไม่?”

ซึ่งทาง Alfa Romeo ได้ตอบตกลงและอนุญาตให้พวกเขานำยางที่ใช้แล้วเหล่านี้ไปศึกษาได้ เมื่อทราบดังนั้นทาง Lorenzo ไม่รอช้า ในเช้าวันรุ่งขึ้นเขาขับรถตู้ Fiat 242 สีน้ำเงินคันเก่งของเขา จากเมือง Tesero ไปสู่เมือง Balocco ซึ่งมีระยะทางกว่า 400 กิโลเมตรโดยทันที ซึ่งในยุคสมัยนั้นเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างยากลำบากและต้องใช้เวลายาวนานกว่า 6 ชั่วโมง

Lorenzo กล่าวว่า “พอผมไปถึง ผมก็ยกยางของรถแข่งเหล่านั้นเข้าไปในรถตู้ให้ได้มากที่สุด ผมคิดว่าประมาณ 20 เส้นนะ มีทั้งยางสลิคและยางของรถแรลลี่ และตอนที่ขับรถกลับไปยังเมือง Tesero ผมก็แทบอดใจไม่อยู่ที่จะได้ทดลองกับยางรถแข่งเหล่านี้”

“และผมมั่นใจเป็นอย่างมากว่า ยางรถแข่งที่วางอยู่ล้อมรอบตัวผม ณ เวลานั้น คือ นวัตกรรมใหม่ ที่จะสามารถช่วยให้แบรนด์ La Sportiva สร้างผลิตภัณฑ์ที่ปฏิวัติวงการได้” – เขากล่าวเสริม

รถตู้ Fiat 242 ที่กำลังนำขนยางของรถแข่งกลับไปยังโรงงานของแบรนด์ La Sportiva

หลังจากกลับถึงโรงงาน เขาและพ่อร่วมมือกันตัดยางรถแข่งเหล่านั้นให้กลายเป็นพื้นรองเท้าปีนผา แต่ปัญหาแรกที่พวกเขาพบเจอ นั่นก็คือ ลวดเหล็กด้านในเนื้อยาง ที่ต้องใช้ความประณีตในการนำออกมา โดยไม่ทำลายเนื้อยาง ซึ่งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขั้นตอนที่มีความซับซ้อนที่กว่าจะออกมาเป็นพื้นยางของรองเท้าปีนผา

และในท้ายที่สุด หลังจากความพยายามของสองพ่อลูก พวกเขาก็ได้รองเท้าปีนผาที่มีพื้นยางที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยผลิตมา และได้นำพื้นยางตัวใหม่นี้ไปใส่ไว้ในรองเท้าปีนผาของนักกีฬาในสังกัดแบรนด์ La Sportiva ซึ่ง ณ เวลานั้นยังไม่สามารถวางจำหน่ายเป็นจำนวนมากได้ เนื่องจากขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยาก

ภาพโฆษณารองเท้าปีนผาของแบรนด์ La Sportiva ที่พื้นรองเท้าทำมาจากยางสลิคของรถแข่ง ในปี 1979

นอกจากนี้ แม้ว่าพื้นยางที่ทำมาจากยางของรถแข่งจะมีความทนทานและเกาะพื้นผิวต่างๆ ได้ดี แต่การจะทำให้เนื้อยางของรถแข่งทำงานได้เต็มประสิทธิภาพต้องมีเรื่องของอุณหภูมิเข้ามาเกี่ยวข้อง

ในสนามแข่งรถ ยางรถเหล่านี้ต้องมีการอุ่นด้วยความร้อนที่เหมาะสมก่อนนำมาใช้งานอยู่เสมอและเมื่อใช้งานความร้อนจากการเสียดสีกับพื้นถนนจะทำให้เนื้อยางยิ่งเกาะพื้นได้ดี แต่สำหรับการปีนหน้าผาเรื่องราวจะซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย เพราะนี้คือ “กีฬาที่ช้าที่สุดในโลก”

ซึ่งพื้นของรองเท้าปีนผาไม่มีโอกาสที่จะร้อนจากการเสียดสีเลย นี้จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้พื้นยางมีอุณหภูมิที่เหมาะสม โดยในช่วงแรกพวกเขาแก้ปัญหาโดยใช้วิธีการนำเอาพื้นของรองเท้าไปตากแดดไว้ก่อนใช้งานและเอามือถูพื้นจนเกิดความร้อน ซึ่งได้ผลดีเพียงระยะเวลาหนึ่งก่อนที่มันจะเย็นตัวลงด้วยสภาพอากาศภายนอก

และในปี 1979 นวัตกรรมพลิกโฉมวงการปีนหน้าผาก็ได้มาถึง เมื่อแบรนด์น้องใหม่สัญชาติสเปนอย่าง Boreal ได้เปิดตัวรองเท้าปีนผาที่มาพร้อมกับพื้นยางสูตรพิเศษ ที่วิจัยและพัฒนาขึ้นมาเอง ซึ่งถูกเรียกว่า “Sticky Rubber” หรือ “ยางเหนียว”

Boreal แบรนด์น้องใหม่สัญชาติสเปนได้เปิดตัวรองเท้าปีนผาที่มาพร้อมกับพื้นยางสูตรพิเศษ ซึ่งถูกเรียกว่า “Sticky Rubber”

โดย Sticky Rubber สามารถคงคุณสมบัติในการเกาะยึดพื้นผิวต่างๆ ในอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปได้ ทั้งยังควบคู่ไปกับความทนทานในการใช้งานในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งในครั้งแรกที่ออกมา เหล่านักปีนผาก็ต้องยอมรับว่านี่คือพื้นยางที่ดีที่สุดในโลกในช่วงเวลานั้น

ซึ่งพื้นยางนี้ถูกนำมาใช้ในรองเท้าปีนผารุ่น Boreal Firé ที่ในภายหลังรองเท้าปีนผารุ่นนี้จะโด่งดังไกลไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกาและสร้างปรากฏการณ์การขายรองเท้าปีนผาจำนวน 265 คู่ หมดภายใน 2 ชั่วโมงแรกภายในวันแรกที่วางจำหน่าย

รองเท้าปีนผา Boreal Firé

เรื่องนี้ทำให้แบรนด์ La Sportiva ถึงกับต้องตกที่นั่งลำบากอีกครั้ง ส่งผลให้สองพ่อลูก Delladio ถึงกับต้องเรียกระดมสมองจากเหล่านักปีนผาและพนักงานทุกคนในโรงงาน ซึ่งทุกคนต่างให้ความคิดเห็นไปในทิศทางที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการลอกเลียนแบบรองเท้าของ Boreal ไปจนถึงการนำพื้นรองเท้าของ Boreal มาใส่ไว้ในรองเท้าของแบรนด์ La Sportiva

ครอบครัว Delladio ต้องเรียกระดมสมองครั้งใหญ่จากเหล่านักปีนผาและพนักงานทุกคนในโรงงาน

ข้อสรุปจบลงด้วยแนวคิดของนักปีนเขาชาวอิตาลีไฟแรงวัย 21 ปี นามว่า Maurizio Zanolla หรือที่ชาวอิตาลีรู้จักกันในนาม Manolo โดยเขาต้องการที่จะทดลองนำเอาพื้นรองเท้าของ Boreal มาดัดแปลงและใส่ไว้ในรองเท้าปีนผาของแบรนด์ La Sportiva

ความรู้เพิ่มเติม Maurizio Zanolla หรือ Manolo เป็นนักปีนผาหนุ่มไฟแรงชาวอิตาลี ที่ภายหลังจะสร้างชื่อในระดับโลกในฐานะของผู้พิชิตยอดเขา Dolomites โดยการปีนหน้าผาแบบ Free Solo หรือการปีนผาแบบตัวเปล่าไม่ใช้เชือกช่วย ที่การพลาดตกลงมานั้นเท่ากับความตาย ซึ่งเขาเป็นคนที่หลงไหลในการปีนผา เพื่อเสพความสุขจากความสวยงามของเส้นทางขณะปีนหน้าผาเท่านั้น ทำให้เขาไม่เคยเข้าร่วมการแข่งขันปีนผาใดๆ เลย

Maurizio Zanolla หรือ Manolo เป็นนักปีนผาชาวอิตาลี ที่โด่งดังในฐานะของผู้บุกเบิกการปีนผาแบบ Free Solo ซึ่งในปัจจุบันมีอายุ 63 ปี และยังคงไม่เคยเข้าร่วมการแข่งขันปีนผาใดๆ เลย

ซึ่งรองเท้าปีนผาของ Boreal ณ เวลานั้นยังไม่มีวางจำหน่ายในประเทศอิตาลี แต่ Manolo ก็พยายามหาจนได้รองเท้าปีนผาจำนวนหนึ่งมาให้ Lorenzo ได้ดัดแปลงจนได้

รองเท้าปีนผาตัวต้นแบบที่พื้นยางทำมาจากยางของ Boreal และใช้โครงเนื้อผ้าหนังแท้ของแบรนด์ La Sportiva ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งพวกเขาไม่รอช้าที่จะนำเอารองเท้าปีนผาคู่ต้นแบบนี้ไปทดสอบ โดยเปรียบเทียบกับรองเท้าปีนผาที่ใช้พื้นยางที่ทำมาจากยางของรถแข่งรุ่นดั้งเดิมของพวกเขา

ผลลัพธ์ที่ได้ช่างน่าประทับใจ หน้าผ้าหนังแท้ที่มีความนุ่มและสวมใส่สบายของแบรนด์ La Sportiva กับนวัตกรรมพื้นยางที่ล้ำที่สุดในโลกของ Boreal ก่อให้เกิดรองเท้าปีนผาที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งแบรนด์ La Sportiva ต้องยอมรับความจริงข้อนี้และไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการขอซื้อวัสดุเนื้อยางมาจาก Boreal ในประเทศสเปนเท่านั้น

และในปี 1982 แบรนด์ La Sportiva เดินหน้าเข้าสู่วงการปีนหน้าผาอย่างเต็มตัวและได้เปิดตัวรองเท้าปีนผารุ่น “Mariacher” ที่ร่วมออกแบบโดย Heinz Mariacher นักปีนผาชื่อดังชาวออสเตรีย ซึ่งเป็นรองเท้าปีนผารุ่นแรกที่ใช้คำโฆษณาว่า “Mescola Spagnolo” ที่มีความหมายว่า “เนื้อยางจากประเทศสเปน”

La Sportiva Mariacher รองเท้าปีนผารุ่นแรกที่ใช้คำโฆษณาว่า “Mescola Spagnolo” ที่มีความหมายว่า “เนื้อยางจากประเทศสเปน”

โดยสีม่วงเหลืองที่โดนใจเหล่านักปีนผาและความสมบูรณ์แบบในด้านของการใช้งาน ทำให้ La Sportiva Mariacher กลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของวงการรองเท้าปีนผา อย่างไรก็ตามการที่แบรนด์ La Sportiva ต้องซื้อพื้นยางจาก Boreal ในทุกครั้งก็ไม่ต่างจากการทำให้คู่แข่งโดยตรงของพวกเขาโตตามไปด้วย

ซึ่งพวกเขามีแผนการใหญ่ที่จะวางจำหน่ายรองเท้าปีนผาในจำนวนที่มาก ทำให้สองพ่อลูก Delladio ไม่อาจนิ่งเฉย และเป็น Lorenzo ที่ใช้ประสบการณ์การแข่งรถของเขาอีกครั้ง เขาได้เดินทางไปติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคของบริษัทผลิตยางรถยนต์และรถบรรทุกอย่าง Marangoni ที่ตั้งอยู่ในเมืองใกล้ๆ

และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาเคยให้บริษัท Marangoni ผลิตยางรถแข่งแรลลี่ให้กับเขา โดยการผลิตในครั้งนั้นเป็นการผลิตแบบตามสั่งที่เขาสามารถเลือกที่จะปรับแต่งลักษณะเนื้อยางได้ เขาจึงเกิดแนวคิดที่จะนำพื้นยางของ Boreal ไปให้บริษัท Marangoni วิเคราะห์และผลิตออกมาให้มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด

Marangoni บริษัทผลิตยางรถยนต์และรถบรรทุก ที่ตั้งอยู่ ณ เมือง Rovereto ประเทศอิตาลี

หลังจากได้พบปะและพูดคุยเจ้าของบริษัท Marangoni เขาได้พบว่าเจ้าของบริษัทก็หลงไหลในกีฬาปีนหน้าผาเช่นกัน ทำให้เจ้าของบริษัทได้พาเขาไปรู้จักกับเหล่านักเคมีของบริษัทที่เชี่ยวชาญในด้านวัสดุเนื้อยาง

ทำให้พวกเขาได้ร่วมมือกันวิเคราะห์คุณสมบัติเนื้อยางของ Boreal และได้ทดลองผสมสูตรยางออกมาในรูปแบบต่างๆ มากมาย และนำไปทดสอบนับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งพวกเขาสามารถสังเคราะห์เนื้อยางที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกับเนื้อยางของ Boreal ได้สำเร็จ และนั่นแหละ “บิงโก!”

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะต้องเป็นความลับทางธรุกิจระหว่างครอบครัว Delladio กับบริษัท Marangoni เท่านั้น ทำให้พวกเขาได้เซ็นสัญญาที่จะรักษาความลับของสูตรยางและผลิตมันให้แก่แบรนด์ La Sportiva เท่านั้น

ซึ่ง ณ เวลานั้น แบรนด์ La Sportiva จะยังคงใช้คำโฆษณาว่า “เนื้อยางจากประเทศสเปน” ในรองเท้าปีนเขาของพวกเขาอยู่ และไม่มีใครคาดคิดว่าเนื้อยางจากประเทศสเปนจะผลิตอยู่ในโรงงานของประเทศอิตาลี

โดย Lorenzo เคยออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์นี้ในภายหลังว่า “เราต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากในการเก็บรักษาความลับนี้และเอกสารต่างๆ ต้องไม่แสดงชื่อของบริษัท Marangoni ซึ่งมีเพียงพนักงานบัญชีคนเดียวอย่าง Carla ที่ทราบถึงความลับนี้ โดยเธอไม่เคยบอกความลับนี้กับใครเลย”

“นอกจากผม พ่อและ Carla พนักงานคนอื่นในโรงงานไม่ทราบถึงที่มาของเนื้อยางและพวกเขาต่างคิดว่านี่คือเนื้อยางจากประเทศสเปน ซึ่งนี่คือความลับทางการค้าของเรา ที่ทำให้เรากุมความได้เปรียบอยู่หลายปีเลยทีเดียว” – เขากล่าวเสริม

ความรู้เพิ่มเติม เหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ใช้พื้นยางของ Vibram ทั้งที่อยู่ในประเทศอิตาลีเหมือนกัน นั่นเป็นเพราะว่าในช่วงยุค 1970 แบรนด์ Vibram ยังไม่ได้มีการคิดค้นและวิจัยพื้นยางสำหรับการปีนหน้าผา ซึ่งต้องใช้เวลาเกือบ 18 ปี จนกระทั่งในปี 1988 ที่แบรนด์ Vibram ได้เปิดตัวพื้นยางที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการปีนหน้าผาโดยเฉพาะและกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่จนถึงยุคปัจจุบัน

ยุครุ่งเรืองของกีฬาปีนผาและประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนโดยแบรนด์ La Sportiva

หลังจากที่สามารถถือครองสูตรยางที่สร้างความได้เปรียบทางธรุกิจ ทางแบรนด์ La Sportiva ก็ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลอีกต่อไป นอกเสียจากการออกแบบและเปิดตัวนวัตกรรมรองเท้าปีนผารุ่นใหม่

และในปี 1984 แบรนด์ La Sportiva ได้เปิดตัวรองเท้าปีนผารุ่นใหม่อย่าง Ballerina ที่เป็นรองเท้าปีนผาน้ำหนักเบาและสวมใส่ง่าย โดยมีหน้าผ้าเป็นยางยืดแทนการมัดเชือกแบบดั้งเดิม เพื่อเพิ่มอิสระในการเคลื่อนไหวให้แก่เหล่านักปีนผา ซึ่งถือได้ว่านี้คือ ต้นแบบแรกของการนำเอายางยืดมาใช้ในรองเท้าปีนผา ที่สืบต่อมายังยุคปัจจุบัน

La Sportiva Ballerina เป็นรองเท้าปีนผาใช้ยางยืดแทนการมัดเชือกแบบดั้งเดิม เพื่อเพิ่มอิสระในการเคลื่อนไหวให้แก่เหล่านักปีนผา

ต่อมาในปี 1985 ซึ่งถือเป็นปีที่สำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของกีฬาปีนผา นั่นคือ การจัดการแข่งขันปีนผานานาชาติอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก ณ เมือง Bardonecchia ประเทศอิตาลี ที่ถูกเรียกว่า รายการแข่ง “SportRoccia” ที่รวมเหล่านักปีนผาชั้นนำจากทั่วโลกมาแข่งขันในรายการ

รายการแข่ง SportRoccia เป็นการแข่งขันปีนผานานาชาติอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก

2 – 3 วันก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น Lorenzo ได้พูดคุยกับพ่อของเขาว่า “ผมอยากจะอยู่ ณ ที่ตรงนั้น เพื่อเป็นตัวแทนของแบรนด์ La Sportiva ของเรา” ซึ่ง Francesco Delladio ผู้เป็นพ่อกล่าวตอบกลับไปว่า “ใช่ ลูกควรจะไปอยู่ ณ ที่ตรงนั้น พ่อก็จะไปด้วย เราจะไปที่นั่นกันและโรงงานรองเท้าแบรนด์ La Sportiva จะต้องอยู่ ณ รายการแข่ง SportRoccia เพื่อค่อยช่วยเหลือเหล่านักกีฬาในระหว่างการแข่งขัน”

“เราจะสนับสนุนพวกเขาอย่างสุดความสามารถด้วยผลิตภัณฑ์และรองเท้าปีนผาที่ดีที่สุดของพวกเรา อนาคตของกีฬาปีนผาและอนาคตของบริษัทเราจะต้องผ่านจุดนี้ไปด้วยกัน ซึ่งเราต้องอยู่ ณ ที่ตรงนั้น” – Francesco Delladio ผู้เป็นพ่อกล่าวเสริม

ฉะนั้น พวกเขาจึงเริ่มจัดเตรียมอุปกรณ์และเหล่ารองเท้าปีนผาตัวต้นแบบ โดย Lorenzo ได้ถือกระเป๋าสีฟ้าเหลืองที่มีชื่อแบรนด์ La Sportiva ติดอยู่ด้านข้างและเดินไปรอบๆ โรงงาน เพื่อมองหาสิ่งของต่างๆ ที่อาจจะจำเป็นสำหรับนักกีฬา ซึ่งในตอนที่พวกเขาพูดคุยกัน การจัดเตรียมสิ่งของเหล่านี้ฟังดูแล้วอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย

กระเป๋าสีฟ้าเหลืองที่มีชื่อแบรนด์ La Sportiva ติดอยู่ด้านข้าง ในปัจจุบันยังถูกเก็บไว้และนำไปจัดแสดงในสำนักงานใหญ่ของบริษัท

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาเขาก็ต้องยอมรับว่า เขามีอาการสับสนว่าควรนำอุปกรณ์อะไรติดตัวไปบ้าง ที่จะสามารถช่วยเหลือเหล่านักกีฬาได้ โดยเขาได้เริ่มหยิบเชือกรองเท้าสำรองไปเป็นจำนวนมาก แม้ว่าเชือกรองเท้าจะมีโอกาสขาดจากการใช้งานน้อยมาก

และเขายังได้นำพื้นรองเท้าสำรองติดไปด้วย ซึ่งการเปลี่ยนพื้นรองเท้านอกสถานที่เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยทำมาก่อน แต่บางทีใครจะรู้ว่าพวกเขาอาจจะได้ทำเช่นนั้นในอนาคต นอกจากนี้ เขายังได้เตรียมกระดาษทรายและเศษผ้า ในการทำความสะอาดและใช้ในการอุ่นพื้นรองเท้าปีนผา เพื่อให้มั่นใจว่าเหล่านักกีฬาสามารถแข่งขันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

แม้ว่า Lorenzo จะสับสนในช่วงแรก แต่สิ่งที่เขามุ่งมั่นแนวแน่และไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ การช่วยเหลือเหล่านักกีฬาอย่างสุดความสามารถ เพื่อที่จะแสดงให้ทั้งโลกเห็นว่า “แบรนด์ La Sportiva คือแบรนด์รองเท้าปีนผาที่ดีที่สุดในโลก”

ณ วันแข่งขัน SportRoccia ที่จัดขึ้น ณ หุบเขา Valle Stretta ในเมือง Bardonecchia ประเทศอิตาลี ผู้ชมต่างรวมตัวกันเพื่อมารับชมเหล่านักปีนผาชั้นนำจากทั่วโลก โดยพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป เพราะนี้คือการแข่งขันครั้งแรกที่จัดขึ้น แต่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังไว้คือการได้มองดูเหล่านักกีฬาที่กำลังไต่อยู่บนหน้าผาเท่านั้น

เหล่าผู้ชมที่พากันมารวมตัว เพื่อมารับชมเหล่านักปีนผาชั้นนำจากทั่วโลก ในรายการ SportRoccia ในปี 1985

เหล่านักกีฬาที่เคยฝึกฝนในสถานที่ห่างไกลจากผู้คนและไร้ซึ่งเสียงรบกวน ทำให้ในครั้งแรกผู้จัดงานได้ขอให้เหล่าผู้ชมดูการแข่งขันแบบเงียบๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนนักกีฬาและมีเพียงเสียงตบมือ เพื่อแสดงความยินดีเมื่อนักกีฬาถึงจุดหมายแล้วเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากในยุคปัจจุบัน ที่ผู้ชมต่างส่งเสียงให้กำลังใจและกระตุ้นเหล่านักกีฬา ไม่ต่างจากกีฬาฟุตบอลหรือกีฬาในสนามประเภทอื่นๆ

และในการแข่งขัน SportRoccia ในปี 1985 ผู้ชนะของงานก็คือ นักปีนเขาชาวเยอรมันนามว่า “Stefan Glowacz” ซึ่งเขาได้สวมใส่รองเท้าปีนผาของแบรนด์ La Sportiva รุ่น Mariacher และได้กลายมาเป็นคนดังในโลกของกีฬาปีนผาในชั่วข้ามคืนในฐานะของผู้ชนะการแข่งขันปีนผานานาชาติครั้งแรกของโลก

Stefan Glowacz นักปีนเขาชาวเยอรมัน และรองเท้าปีนผาของแบรนด์ La Sportiva รุ่น Mariacher

และแน่นอนว่าชื่อเสียงของรองเท้าปีนผาแบรนด์ La Sportiva กลายมาเป็นที่รู้จักกันทั้งทั่วโลก ซึ่งการที่ Lorenzo ตัดสินใจไปยังรายการแข่ง SportRoccia ไม่ใช่เพื่อแค่ช่วยเหลือเหล่านักกีฬา แต่ยังเป็นการเข้าใจถึงความต้องการเหล่านักกีฬา

โดย Lorenzo กล่าวว่า “เราต้องเข้าใจว่าเหล่านักกีฬาต้องการสิ่งใด ทำให้การพบปะ พูดคุยและกลายมาเป็นเพื่อนของพวกเขาจะช่วยให้เราเข้าถึงแนวคิดการออกแบบรองเท้าปีนผารุ่นใหม่ในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ปู่และพ่อของผมได้ทำมาโดยตลอด นั่นคือ การรับฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และเปลี่ยนคำแนะนำเหล่านั้นให้กลายมาเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม”

ซึ่งรองเท้าปีนผารุ่น Mariacher ที่ Stefan Glowacz สวมใส่ในวันแข่ง มีจุดที่ต้องปรับปรุงอยู่ โดย ณ วันแข่งขัน เขาได้ใช้เชือกรองเท้ามัดขึ้นไปบริเวณหลังข้อเท้า เพื่อให้ส้นเท้าติดอยู่กับรองเท้าตลอดเวลาขณะปีนผา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ถ้าหากรองเท้าสามารถล็อคบริเวณส้นเท้าได้ดี

Stefan Glowacz และรองเท้าปีนผา La Sportiva Mariacher ที่ ณ วันแข่งขัน เขาได้ใช้เชือกรองเท้ามัดขึ้นไปบริเวณหลังข้อเท้า เพื่อให้ส้นเท้าติดอยู่กับรองเท้าตลอดเวลาขณะปีนผา

ทำให้ในปี 1986 แบรนด์ La Sportiva ได้เปิดตัวรองเท้าปีนผารุ่นใหม่ที่ร่วมกันออกแบบกับ Stefan Glowacz โดยใช้ชื่อรุ่นว่า “Mega SG” ซึ่ง SG ย่อมาจาก Stefan Glowacz นั่นเอง

และในปี 1987 รายการแข่ง SportRoccia ครั้งที่สองได้ถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็น Rock Master ครั้งที่ 1 และถูกจัดขึ้น ณ เขต Arco ในเมือง Trento ประเทศอิตาลี ซึ่งต่อมาภายหลังหนึ่งปี รายการแข่งนี้จะกลายมาเป็นการแข่งขันปีนผาจำลองครั้งแรกของโลกในรายการแข่ง Rock Master ครั้งที่ 2

ซึ่งทั้งการแข่งขันในปี 1987 และ 1988 มี Stefan Glowacz ที่สามารถคว้าแชมป์สองสมัยซ้อน โดยใช้รองเท้าปีนผาสีฟ้าบานเย็นที่มีแบกชื่อของเขาไว้อย่างรุ่น Mega SG

รองเท้าปีนผา La Sportiva Mega SG สีฟ้าบานเย็น ที่ถูก Stefan Glowacz ใช้คว้าแชมป์ในรายการแข่ง Rock Master ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2

จากความสำเร็จส่งผลให้แบรนด์ La Sportiva กลายมาเป็นผู้นำในวงการรองเท้าปีนผา และมีนักกีฬาปีนผาจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาจากประเทศฝรั่งเศส อเมริกา รัสเซีย หรือเยอรมัน ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม La Sportiva ซึ่งพวกเขาต่างช่วยกันออกวิสัยทัศน์ในการออกแบบรองเท้า

และในส่วนของผู้ชมที่เข้าร่วมชมการแข่งขันที่ Arco ก็ต่างเฝ้ารอรองเท้าปีนเขารุ่นใหม่ที่จะวางจำหน่ายในเมือง Trento เป็นที่แรก ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้ ทำให้แบรนด์ La Sportiva ได้เข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด โดยมีครอบครัว Delladio เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด

แบรนด์ La Sportiva กลายมาเป็นผู้นำในวงการรองเท้าปีนผา และมีการออกแบบรองเท้าปีนรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นในแต่ละปี

การเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด

และต่อมาในปี 1991 แบรนด์ La Sportiva ได้ใช้ทุนกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทเข้าบุกตลาดรองเท้าปีนผาในประเทศฝรั่งเศส โดยใช้ชื่อว่า “La Sportiva France”

ในปี 1995 เมื่อความต้องการของรองเท้าปีนผาในตลาดโลกเพิ่มขึ้น โรงงาน ณ เมือง Tesero ของแบรนด์ La Sportiva กลายมาเป็นโรงงานขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทั่วมุมโลก ทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ใหญ่และทันสมัยกว่าเดิม ณ เมือง Ziano di Fiemme ในจังหวัด Trentino ประเทศอิตาลี

โรงงาน ณ เมือง Tesero ของแบรนด์ La Sportiva กลายมาเป็นโรงงานขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทั่วมุมโลก

และในปี 1996 เมื่อโรงงานแห่งใหม่ก่อสร้างเสร็จสิ้น พวกเขาจึงได้ย้ายทั้งบริษัทไปยังโรงงานใหม่ที่ทันสมัย ซึ่งบริเวณที่ตั้งของโรงงานอยู่ ณ บริเวณเชิงเขา Dolomites โดยพวกเขาสามารถนำผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบใหม่ไปทดสอบได้โดยทันที

โรงงานแห่งใหม่และสำนักงานใหญ่ของแบรนด์ La Sportiva ณ เมือง Ziano di Fiemme ในจังหวัด Trentino ประเทศอิตาลี ในปัจจุบัน

และโรงงานแห่งนี้เองที่ในปัจจุบันกลายมาเป็นสำนักงานใหญ่ที่สุดของแบรนด์ La Sportiva ที่ซึ่งทุกคนสามารถเข้าไปพบปะและพูดคุยกับครอบครัว Delladio ได้

โรงงานแห่งใหม่ที่มาพร้อมกับเหล่าเครื่องจักรที่ทันสมัย

ในปี 1997 แบรนด์ La Sportiva ตอกย้ำความสำเร็จในตลาดโลกด้วยผลประกอบการที่เติบโตถึง 13 เปอร์เซ็นต์และยอดการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ La Sportiva ได้รับตรา ISO 9002 ที่เป็นการรับประกันว่าผลิตภัณฑ์ของแบรนด์มีมาตรฐานสากลในระดับโลก

อย่างไรก็ตาม ในปี 1998 แบรนด์ La Sportiva ต้องการที่จะขยายตลาดไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มตัว ทำให้ครอบครัว Delladio ได้ทำข้อตกลงระหว่างแบรนด์ The North Face ที่ ณ เวลานั้น มีเครือข่ายในการจัดจำหน่ายที่ใหญ่ในแถบทวีปอเมริกาเหนือ

โดยการให้แบรนด์ The North Face ถือหุ้น 20 เปอร์เซ็นต์ของแบรนด์ La Sportiva และจะเพิ่มขึ้นเป็น 31 เปอร์เซ็นต์ใน 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า รวมทั้งการขาย “La Sportiva USA” ซึ่งทำให้แบรนด์ The North Face กลายมาเป็นผู้ถือครองสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ La Sportiva แต่เพียงผู้เดียวในทวีปอเมริกาเหนือ

สำนักงาน La Sportiva USA ณ เมือง Boulder รัฐ Colorado ประเทศสหรัฐอเมริกา

ความร่วมมือนี้ดูเหมือนจะเป็นไปได้ดีในช่วงแรก แต่เมื่อสองปีให้หลัง ในปี 2000 ทางแบรนด์ The North Face ได้มีการเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งผู้บริหารทั้งหมดที่เคยเซ็นสัญญาไว้ในปี 1998 ไม่เหลือใครอีกต่อไป นอกจากนี้ทางแบรนด์ The North Face ยังไม่มีความคิดที่จะแบ่งปันกลยุทธ์ทางธรุกิจให้แก่ทางแบรนด์ La Sportiva

ทำให้ทางออกที่ดีที่สุดของแบรนด์ La Sportiva คือการเจรจาขอยกเลิกข้อตกลง จึงทำให้ในช่วงต้นปี 2000 ครอบครัว Delladio ได้ซื้อหุ้นของบริษัทคืนจากแบรนด์ The North Face ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม สำนักงานย่อยในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่าง La Sportiva USA ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของแบรนด์ The North Face เนื่องจากจำนวนเงินทุนที่ยังไม่มีเพียงพอที่จะซื้อคืนสำนักงานย่อยได้ เพราะ ณ ช่วงเวลานั้น ครอบครัว Delladio มีแผนที่จะขยายขนาดโรงงานและเพิ่มเครื่องจักรรุ่นใหม่ในสำนักงานใหญ่ที่อิตาลี

และในช่วงปี 2003 ถึง 2005 ผลจากการลงทุนในการพัฒนาและปรับปรุงสำนักงานใหญ่ได้ส่งผลให้แบรนด์ La Sportiva สามารถยกระดับมาตรฐานบริษัทจาก ISO 9002 กลายมาเป็น ISO 9001 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของมาตรฐานสากลโลก รวมทั้งยังได้รับตรา ISO 14001 ที่เป็นการบ่งบอกว่าองค์กรมีการคำนึงและใส่ใจถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

แบรนด์ La Sportiva สามารถยกระดับมาตรฐานบริษัทจาก ISO 9002 กลายมาเป็น ISO 9001 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของมาตรฐานสากลโลก

ความรู้เพิ่มเติม ในปี 2018 แบรนด์ La Sportiva ยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์กร 1% For the Planet โดยแบรนด์ La Sportiva จะแบ่งรายได้ขั้นต่ำอย่างน้อย 1 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ทั้งปีและนำไปส่งมอบให้แก่องค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการประกาศถึงความรับผิดชอบอย่างสูงสุดต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้การลงทุนในการพัฒนาและปรับปรุงสำนักงานใหญ่ยังทำให้ยอดขายโดยรวมจากทั่วโลกเพิ่มขึ้น และในปี 2006 ข่าวดีก็ได้มาถึง เมื่อแบรนด์ La Sportiva ประกาศว่า “สำนักงานจัดจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ (La Sportiva USA) ได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานใหญ่แบรนด์ La Sportiva ในประเทศอิตาลีแล้ว” ซึ่งหมายความว่าต่อจากนี้ครอบครัว Delladio จะเป็นผู้ทำตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยตนเองนั่นเอง

และภายในปีเดียวกัน พวกเขาเริ่มการลงทุนในแผนกวิจัยและพัฒนาในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ทำให้แบรนด์ La Sportiva ได้เข้ามาทำตลาดในส่วนของรองเท้าวิ่งเทรลอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น และได้เปิดตัวรองเท้าวิ่งเทรลรุ่น Fireblade ที่หลังจากการเปิดตัวก็ได้รับรางวัล “รองเท้าวิ่งยอดเยี่ยมที่ถูกเปิดตัวครั้งแรก (Best Debut award)” จากนิตยสาร Runner’s World ในปี 2007

La Sportiva Fireblade ที่หลังจากการเปิดตัวก็ได้รับรางวัล “รองเท้าวิ่งยอดเยี่ยมที่ถูกเปิดตัวครั้งแรก (Best Debut award)” จากนิตยสาร Runner’s World ในปี 2007

และช่วงสิ้นปี 2007 แบรนด์ La Sportiva ปิดตลาดด้วยผลประกอบการที่เติบโตเกินคาด โดยมียอดการส่งออกทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2008 ก็ถึงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี ของแบรนด์ La Sportiva ที่ ณ เวลานี้ได้เติบโตและยิ่งใหญ่ จากความพยายามที่ส่งต่อมายังรุ่นสู่รุ่นของครอบครัว Delladio

ฉลองครบรอบ 80 ปี ของแบรนด์ La Sportiva

สำหรับตอนที่ 2 ของประวัติแบรนด์ La Sportiva ทางเราต้องขอจบไว้เพียงเท่านี้ ซึ่งในที่สุดเราก็ได้เดินทางมาถึง 80 ปีกันแล้ว และในตอนหน้าตอนสุดท้ายจะเป็นการเข้าสู่วงการรองเท้าวิ่งเทรลอย่างเต็มที่ตัว ที่ทางแบรนด์ La Sportiva ใช้คำว่า “การวิ่งภูเขา” หรือ Mountain Running”

ซึ่งจะแตกต่างจากการวิ่งเทรลอย่างไร? และโดดเด่นในโลกของการวิ่งเทรลแค่ไหน? รวมทั้งการมาถึงของไม้ต่อรุ่นที่ 4 ของครอบครัว Delladio ประวัติจะน่าสนในแค่ไหน โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

และแบรนด์ La Sportiva ได้เข้ามายังประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ของแบรนด์สามารถติดตามได้ในช่องทาง FB: La Sportiva Thailand ได้เลยครับ

หวังว่าบทความนี้เป็นจะเป็นประโยชน์สำหรับนักวิ่งหรือผู้ที่สนใจในการวิ่งหลาย ๆ ท่าน ขอให้วิ่งให้สนุกครับ

สามารถติดตาม Running Profiles ได้ทั้งใน

More on this topic

Popular stories

Training Plan