รองเท้าวิ่งแบบ Minimalist อย่าง Vibram FiveFingers ช่วยทำให้เท้าแข็งแรงขึ้นจริงหรือ ? ฉบับสมบูรณ์

Related Articles

นักวิ่งหลายท่านอาจจะสงสัยว่ารองเท้าวิ่งแบบ Minimalist อย่างเช่น Vibram FiveFingers, Merrell Vapor Glove 4, หรือ Vivobarefoot ช่วยทำให้เท้าของเราแข็งแรงขึ้นจริงหรือ ? แล้วมันช่วยอย่างไร ? วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันครับ

เกร็ดความรู้: บริษัท Vibram อ่านว่า วี-บราม หรือ วี-บรัม ซึ่งออกเสียงตามชื่อผู้ก่อตั้งชาวอิตาลีอย่าง Vitale Bramani โดยจะออกเสียงเป็นภาษาอิตาลีว่า วิทาเลย์ บรัมมานิ ดังนั้น ถ้าจะออกเสียงให้ถูก, Vibram จะต้องออกเสียงว่า วี-บรัม หรือ วี-บราม)

แนวคิดการวิ่งแบบเท้าเปล่า (Barefoot Running)

แนวคิดการวิ่งแบบเท้าเปล่า (Barefoot Running) หรือเรียกอีกอย่างว่า การวิ่งอย่างเป็นธรรมชาติ (Natural Running) เป็นแนวคิดที่ว่าการไม่ใส่รองเท้าวิ่งจะทำให้ร่างกายของมนุษย์วิ่งและลงเท้าได้อย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด โดยจะมีการลงเท้าเฉพาะบริเวณกลางเท้าไปจนถึงปลายเท้าแทนที่การวิ่งลงบริเวณส้นเท้า รวมทั้งแนวคิดนี้ยังรวมไปถึงความเชื่อที่ว่า ร่างกายของมนุษย์เราคือเครื่องจักรที่วิเศษที่สุด ดังนั้น การรับแรงกระแทกด้วยเอ็นและกล้ามเนื้อจะสามารถลดอาการบาดเจ็บจากการวิ่งได้

ในปี 2003 บริษัทที่โด่งดังด้านการทำพื้นรองเท้าอย่าง Vibram ได้ออกรองเท้าแนว Minimalist รุ่นแรกของแบรนด์ อย่าง Vibram FiveFingers เพื่อสนับแนวคิดการวิ่งแบบเท้าเปล่า (Barefoot) ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี โดยในปี 2005 Vibram FiveFingers สามารถครองส่วนแบ่งในตลาดรองเท้าวิ่งของสหรัฐอเมริกาได้ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ จนทำให้ทางบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Nike และ Adidas ต้องหันมามองและลงมาเล่นในตลาดนี้ด้วย

รองเท้า Vibram FiveFingers รุ่นแรกที่ออกมาในปี 2003

ส่งผลให้ยอดขายรองเท้าวิ่งแบบ Minimalist เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนมีมูลค่าในอุตสาหกรรมวิ่งของสหรัฐอเมริกาถึง 260 ล้านเหรียญสหรัฐ (9.6 พันล้านบาท) หรือมีส่วนแบ่งกว่า 4 เปอร์เซ็นต์ในตลาดรองเท้าวิ่งของสหรัฐอเมริกา และยอดขายรองเท้าวิ่งแบบ Minimalist เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2006 มียอดขายอยู่ที่ $450,000 (หรือ 1,903,258 บาท) เพิ่มขึ้นเป็น $59,000,000 (หรือ 2.2 พันล้านบาท) ในปี 2012

โดยมี Vibram FiveFingers ครองส่วนแบ่งถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วย Merrell และ Fila ที่มีส่วนแบ่ง 22 และ 12 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ในส่วนของ Adidas และ New Balance ครองส่วนแบ่งเท่ากันคือ 3 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตามจากความสำเร็จอันล้นหลามของรองเท้าวิ่งแบบ Minimalist ทำให้ Vibram ใช้คำโฆษณาเกินจริงที่ว่า

  • “ลองจินตนาการถึงรองเท้าที่สามารถช่วยให้เท้าของคุณมีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเท้าและขา ทั้งยังพัฒนาการเคลื่อนไหวและทำให้ประสาทสัมผัสรับความรู้สึกได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของสมดุลแห่งพลังและความรวดเร็ว”
  • “ลองจินตนาการถึงรองเท้าที่จะทำให้การวิ่งมีความปลอดภัยกว่าและให้สุขภาพที่ดีกว่า โดยส่งเสริมให้วิ่งลงปลายเท้า ซึ่งเป็นการวิ่งที่เป็นธรรมชาติมากที่สุดและมีแรงกระแทกต่อหัวเข่า สะโพกและหลังน้อยที่สุด ซึ่งสิ่งนี้อยู่ตรงหน้าของคุณแล้ว นั่นคือ Vibram FiveFingers”
  • “ประโยชน์ของการวิ่งเท้าเปล่าได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาอย่างยาวนาน”
  • “และมีหลักฐานมากมายที่แสดงว่า การวิ่งแบบเท้าเปล่าทำให้คุณวิ่งได้ไวกว่าและไกลกว่า รวมทั้งมีอาการบาดเจ็บน้อยกว่า”

คำโฆษณาเกินจริงเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาเลย หากว่า Vibram ไม่ใช้คำโฆษณานี้ในการแสวงหาผลประโยชน์เข้ากับตนเอง โดยการเพิ่มราคาของรองเท้า Vibram FiveFingers ให้สูงกว่าราคารองเท้าวิ่งทั่วไป ซึ่งหากย้อนกลับไปในปี 2010 รองเท้าวิ่งทั่วไปจะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ $62.33 (หรือประมาณ 2,5xx บาทในค่าเงินปัจจุบัน) แต่ในส่วนของ Vibram FiveFingers จะมีราคาตั้งแต่ $80 ไปจนถึง $120 (หรือ 3,1xx บาท ไปจนถึง 4,7xx) โดย Vibram อ้างถึงแต่เหตุผลด้านการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีและการลดอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง ซึ่งในสมัยนั้นก็ไม่ได้มีผลงานวิจัยอย่างเป็นทางการมารองรับ

จุดเปลี่ยนของ Vibram FiveFingers และรองเท้าวิ่งแบบ Minimalist

ในเดือนมีนาคม ปี 2012 นาง Valerie Bezdek ผู้ที่ได้ซื้อรองเท้า Vibram FiveFingers Bikila ในราคา $104.90 (3,8xx บาท) ได้เข้าฟ้องร้องบริษัท Vibram โดยยื่นเรื่องร้องเรียนในรัฐแมสซาซูเชตส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯของ Vibram โดยนาง Bezdek กล่าวหาว่า Vibram หลอกลวงผู้บริโภคด้วยการโฆษณาเกินจริงที่ว่า “สามารถลดการบาดเจ็บที่เท้าและเสริมสร้างกล้ามเนื้อเท้า” โดยไม่มีผลงานวิจัยอย่างเป็นทางการมารองรับ

Vibram FiveFingers Bikila ปี 2011

John C. P. Goldberg ผู้ซึ่งเป็นศาสตราจารย์โรงเรียนกฎหมายของ Harvard ได้กล่าวว่า “สาระสำคัญของการฟ้องร้องครั้งนี้ คือ การที่บริษัท Vibram สร้างรายได้จากการทำผิดกฎหมาย เนื่องมาจากการกล่าวอ้างในเรื่องของการเสริมสร้างสุขภาพที่ไม่เป็นจริง ซึ่งเป็นการเชิญชวนให้ผู้บริโภคซื้อรองเท้า FiveFingers และต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น”

ผลการฟ้องร้องทำให้บริษัท Vibram ต้องออกมายอมรับและชดใช้ค่าเสียหาย โดยทางบริษัท Vibram จะชดเชยและแก้ไขดังนี้

  1. คืนเงินให้ผู้ซื้อรองเท้า Vibram โดยทาง Vibram จะฝากเงิน $3.75 ล้านเหรียญ (121 ล้านบาท) ไว้กับบัญชีกลาง และจะทยอยคืนเงินให้ผู้ซื้อ ซึ่งจะคืนเงินให้สูงสุดคู่ละ $94 (3,4xx บาท) และผู้ซื้อจะสามารถคืนเงินได้สูงสุด 2 คู่ โดยไม่ต้องมีใบเสร็จหรือหลักฐานการซื้อ รวมทั้ง หากว่าคืนเงินให้ผู้ซื้อและชำระค่ากฎหมายหมดแล้ว เงิน $3.75 ล้านเหรียญยังเหลืออยู่ ทาง Vibram จะบริจาคเงินส่วนนี้ให้กับสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) เพื่อเป็นทุนสำหรับวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ต่อสุขภาพของการวิ่ง
  2. บริษัท Vibram ยินดีที่จะยุติการโฆษณาเกินจริงในเรื่อง “การเสริมสร้างกล้ามเนื้อและลดอาการบาดเจ็บ” จนกว่าบริษัทจะมีงานวิจัยอย่างเป็นทางการที่มาพิสูจน์

หลังจากนั้นในปี 2013 ก็ได้มีผลงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์โดย วารสาร Medicine & Science in Sports & Exercise ของสหรัฐอเมริกา ในชื่อ Foot Bone Marrow Edema after a 10-week Transition to Minimalist Running Shoes ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่จะเกิดอาการบาดเจ็บที่กระดูกเท้า เมื่อนักวิ่งเปลี่ยนจากรองเท้าวิ่งทั่วไปไปเป็นการวิ่งด้วยรองเท้า Minimalist อย่าง Vibram FiveFingers 

แม้ว่าการวิ่งด้วยเท้าเปล่าหรือการใส่รองเท้าแบบ Minimalist จะมีผลงานวิจัยที่อาจจะสรุปได้ว่าทำให้กล้ามเนื้อเท้าแข็งแรง แต่อาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณกระดูกเท้าก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถละทิ้งได้ โดยเฉพาะนักวิ่งที่กำลังเปลี่ยนจากรองเท้าวิ่งทั่วไปไปเป็นการวิ่งด้วยรองเท้า Minimalist ฉะนั้นในงานวิจัยครั้งนี้จึงได้นำนักวิ่งทั่วไปที่ไม่เคยวิ่งรองเท้าแบบ Minimalist มาก่อนจำนวน 36 คน (ซึ่งมีอายุเฉลี่ยอยู่ 26 ปี และวิ่งอาทิตย์ละ 24 ถึง 48 กม.) มาแบ่งเป็น 2 กลุ่มดังนี้

  • กลุ่มแรก มีทั้งหมด 17 คน จะเป็นกลุ่มที่วิ่งด้วยรองเท้าวิ่งปกติ และซ้อมวิ่งตามปกติของพวกเขา ภายใน 10 สัปดาห์
  • กลุ่มที่สอง มีทั้งหมด 19 คน ก็จะวิ่งด้วยรองเท้าวิ่งปกติ แต่มีการค่อย ๆ เพิ่มการวิ่งในรองเท้า Vibram FiveFingers เข้ามาแทนที่ในแต่ละอาทิตย์ ภายใน 10 สัปดาห์

เพิ่มเติม นักวิ่งที่เข้ารับการทดลองในครั้งนี้จะต้องไม่เคยวิ่งในรองเท้า Vibram FiveFingers มาก่อน รวมทั้งต้องไม่มีอาการบาดเจ็บอย่างน้อยสามวันต่อสัปดาห์ในระยะเวลา 6 เดือนก่อนการทดลอง และนักวิ่งกลุ่มที่สองจะต้องวิ่งตามแผนที่ Vibram เคยออกแบบและแจ้งไว้บนเว็บไซต์ในปี 2011 ซึ่งเป็นการค่อย ๆ เพิ่มระยะ เพื่อให้คุ้นชินกับรองเท้าก่อน

จากนั้นทีมนักวิจัยจะทำการตรวจเท้าของนักวิ่งทั้งสองกลุ่มด้วยเครื่อง MRI ตั้งแต่ก่อนเริ่มการวิ่งไปจนถึงสัปดาห์ที่ 10 เพื่อตรวจหาอาการบวมน้ำที่ไขกระดูก (Bone marrow edema) ซึ่งเป็นวิธีการทั่วไปในการตรวจหาอาการบาดเจ็บที่กระดูก เนื่องจากการบวมของไขกระดูกสามารถบ่งบอกถึงการตอบสนองเชิงป้องกันของร่างกายต่อการบาดเจ็บ โดยทีมวิจัยได้กำหนดไว้เป็นคะแนน 0 ถึง 4 โดยระดับ 0 หมายถึง ไม่มีอาการบวมน้ำที่ไขกระดูก, และ 2 ขึ้นไปจนถึง 4 หมายถึง มีอาการบวมน้ำที่ไขกระดูก (หรือนักวิ่งมีอาการบาดเจ็บ) ซึ่งระดับ 4 จะหมายถึง อาการกระดูกร้าวจากการวิ่ง (Stress Fracture)

หลังจากตรวจเท้าด้วยเครื่อง MRI ของนักวิ่งแต่ละกลุ่ม ไม่พบว่ามีความแตกต่างในเนื้อเยื่อ (เช่น เอ็นร้อยหวาย, พังผืดฝ่าเท้า, ฯลฯ ) ระหว่างก่อนเริ่มการวิ่งและหลังผ่านไป 10 สัปดาห์ แต่ในส่วนกระดูกเท้ากลับมีความแตกต่าง โดยทีมนักวิจัยพบว่า มีนักวิ่ง 10 คน ใน 19 คนของกลุ่มที่ใส่ Vibrams มีอาการบาดเจ็บที่กระดูกเท้า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใส่รองเท้าวิ่งทั่วไป ซึ่งมีเพียง 1 ใน 17 คนที่บาดเจ็บ รวมทั้ง 2 คน ใน 10 คนที่มีอาการบาดเจ็บจากการใส่ Vibrams มีอาการกระดูกร้าวจากการวิ่ง (Stress Fracture) ซึ่งเกิดขึ้นที่ส้นเท้าและกระดูกฝ่าเท้า

การศึกษาครั้งนี้สนับสนุนแนวคิดที่ว่า การวิ่งในรองเท้าแบบ Minimalist สามารถเสริมสร้างกล้ามเนื้อขาและเท้า แต่เนื่องจากไม่มีโฟมค่อยซับแรงกระแทกจึงมีความเสี่ยงที่จะมีอาการบาดเจ็บที่กระดูกเท้า ดังนั้น ทีมวิจัยจึงทิ้งท้ายว่า นักวิ่งที่สนใจในรองเท้าวิ่งแบบ Minimalist เช่น Vibram FiveFingers ควรจะเปลี่ยนไปใส่อย่างช้า ๆ อย่างน้อย 10 สัปดาห์ขึ้นไป และไม่ต้องรีบเพิ่มระยะในการวิ่งต่อสัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นกับเท้า

รองเท้าวิ่งแบบ Minimalist อย่าง Vibram FiveFingers ช่วยทำให้เท้าแข็งแรงขึ้นอย่างไร ?

ต้องย้อนกลับไปในปี 2011 ได้มีทีมนักวิจัยจาก Kent State University College of Podiatric Medicine ได้เชื่อมั่นว่ารองเท้า Minimalist สามารถทำให้เท้าแข็งแรงขึ้น ฉะนั้นพวกเขาจึงทำการศึกษาและวิจัย (ซึ่งผลงานวิจัยนี้ก็ใช้เวลาไปกว่า 5 ปีในการแก้ไข จนในปี 2016 ถึงจะได้รับการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการ) โดยการนำนักวิ่ง 48 คน มาแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

  1. ใส่ Vibram FiveFingers เป็นประจำทุกวัน และไม่จำกัดจำนวนการเดิน
  2. ใส่ Vibram FiveFingers เป็นประจำทุกวัน แต่จำกัดจำนวนการเดิน
  3. ใส่ Vibram FiveFingers วิ่ง โดยมีการเพิ่มระยะอาทิตย์ละ 10 เปอร์เซ็นต์
  4. ใส่รองเท้าวิ่งปกติทั่วไป

งานวิจัยนี้ใช้เวลาไปกว่า 48 สัปดาห์ (หรือ 1 ปี) ในการเก็บข้อมูล และใช้เครื่อง Ultrasound ในการตรวจหาการเพิ่มขึ้นของกล้ามเนื้อ Abductor hallucis muscle ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ช่วยในการพยุงอุ้งเท้า (หรือเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เท้าแบน (Overpronation) นั่นเอง ซึ่งอาการเท้าแบนสามารถเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ)

Abductor hallucis muscle เป็นกล้ามเนื้อที่ช่วยในการพยุงอุ้งเท้า

ผลการทดลองพบว่า ทั้ง 3 กลุ่มที่ใส่รองเท้า Vibram FiveFingers มีการเพิ่มขึ้นของกล้ามเนื้อ Abductor hallucis muscle อย่างมีนัยสำคัญ หรือสรุปได้ว่า รองเท้า Minimalist อย่าง Vibram FiveFingers ช่วยให้อุ้งเท้ามีความแข็งแรงขึ้นนั่นเอง

ประโยชน์ของรองเท้า Minimalist ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ โดยในปี 2019 ยังมีผลงานวิจัยที่ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Medicine & Science in Sports & Exercise ของสหรัฐอเมริกา ในชื่อ Walking in Minimalist Shoes Is Effective for Strengthening Foot Muscles ซึ่งต้องการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเท้า โดยจะมีอยู่ 2 วิธีที่ทีมนักวิจัยสนใจ คือ

  1. การฝึกความแข็งแรงของเท้า (Foot strengthening exercises) เช่น ท่า Heel raises และ การฝึกหยิบผ้าขนหนูด้วยนิ้วเท้า
  2. การใส่รองเท้าวิ่งแบบ Minimalist

เป้าหมายของทีมวิจัยคือต้องการทราบว่าวิธีไหนมีประสิทธิภาพมากกว่ากันในการเสริมสร้างขนาดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเท้า ซึ่งงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาเป็นเวลากว่า 8 สัปดาห์ โดยการวิจัยครั้งนี้ ทีมวิจัยได้แบ่งนักวิ่ง 57 คน เป็น 3 กลุ่มดังนี้

  1. กลุ่มควบคุม คือกลุ่มที่ไม่ต้องทำอะไร ให้ใส่รองเท้าวิ่งตามปกติที่พวกเขาเคยใส่
  2. กลุ่มที่ฝึกความแข็งแรงของเท้า (Foot strengthening exercises) โดยนักวิจัยจะมีตารางการฝึกซ้อมและท่าให้ฝึกภายใน 8 สัปดาห์
  3. กลุ่มที่ใส่รองเท้า Minimalist เดิน โดยกลุ่มนี้ภายใน 8 สัปดาห์ พวกเขาจะต้องค่อย ๆ เพิ่มจำนวนก้าวเดินในรองเท้า Minimalist และจะต้องลดการใส่รองเท้าปกติทั่วไปที่พวกเขาใส่ในชีวิตประจำวัน (โดยอาทิตย์ที่1 ถึง 2 จะต้องเดินใส่รองเท้า Minimalist เดิน 2500 เก้าต่อวัน, อาทิตย์ที่ 3 ถึง 4 ต้องเดิน 5000 เก้าต่อวัน, และ อาทิตย์ที่ 5 ถึง 8 ต้องเดิน 7000 เก้าต่อวัน)
ตารางการฝึกซ้อมและท่าฝึกภายใน 8 สัปดาห์ของกลุ่มที่ฝึกความแข็งแรงของเท้า (Foot strengthening exercises)

โดยทั้งนักวิ่งทั้ง 3 กลุ่มยังถูกกำชับว่า ถ้าหากออกไปวิ่งหรือฝึกซ้อมตามปกติ ต้องใส่รองเท้าวิ่งปกติที่พวกเขาเคยใส่เท่านั้น หลังจากนั้นทีมนักวิจัยจะทำการตรวจเท้าของพวกเขาทั้ง 3 กลุ่มด้วยเครื่อง Ultrasound ซึ่งนักวิจัยกล่าวว่า ขนาดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเท้าที่เพิ่มขึ้น คือหัวใจหลักของการลดอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง เช่น อาการรองช้ำ (Plantar fasciitis), อาการสันหน้าแข้งอักเสบ (Shin Sprints) หรือ อาการกระดูกร้าว (Stress fracture)

ผลการวิจัยในครั้งนี้พบว่า นักวิ่งที่ใส่รองเท้าแบบ Minimalist มีการเพิ่มขึ้นของกล้ามเนื้อเท้าและความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นเทียบเท่ากับกลุ่มที่ฝึกความแข็งแรงของเท้า โดยกลุ่มที่ใส่รองเท้าวิ่งทั่วไปไม่มีการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อเท้าและความแข็งแรง ดังนั้น สามารถสรุปได้ว่า เพียงแค่การเดินในชีวิตประจำวันด้วยรองเท้าวิ่งแบบ Minimalist ก็สามารถเสริมสร้างให้เท้าแข็งแรงขึ้นได้ แต่นักวิ่งต้องไม่หักโหมหรือเร่งรีบจนเกินไป ต้องค่อย ๆ ปรับตัวไปกับรองเท้าอย่างช้า ๆ อย่างน้อยก็ 8 ถึง 10 สัปดาห์ขึ้นไป

แอดหวังว่าบทความนี้เป็นจะเป็นประโยชน์สำหรับนักวิ่งหรือผู้ที่สนใจในการวิ่งหลาย ๆ ท่าน ถ้าหากท่านใดมีคำถามสามารถเข้าไปถามได้ในเพจ FB: Running Profiles ได้เลยครับ ถ้าอ่านแล้วชอบก็ฝากกดไลค์และติดตามเพจด้วยครับ เราจะมีบทความดี ๆ แบบนี้ให้อ่านตลอดครับ ขอให้วิ่งให้สนุกครับ

ข้อมูลอ้างอิง:

More on this topic

Popular stories

5 ประเภทรองเท้าวิ่งที่นักวิ่งควรรู้ก่อนเป็นโปร

การวิ่งเป็นกีฬาที่เข้าถึงง่ายที่สุดในโลก การวิ่งไม่ต้องการอุปกรณ์ที่พิเศษหรือสิ่งของราคาแพงในการเริ่มที่จะออกไปวิ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม นั้นก็คือ “รองเท้าวิ่งที่ดีสักคู่หนึ่ง” ท่านเคยรู้สึกไหมว่ารองเท้าบางคู่พื้นแข็งจนใส่วิ่งได้แค่ในระยะสั้น ๆ ส่วนอีกคู่พื้นนุ่ม แต่ทำความเร็วได้ยาก หรือ จะต้องซ้อมตามแผน 10k, 21k, 42k ที่มีการฝึก Easy days, Long run, Interval และ Tempo...

โฟม Zoom X ของทาง Nike คืออะไร และวัสดุ PEBAX คืออะไร

นักวิ่งหลายท่านคงสงสัยว่า โฟม Zoom X ของทาง Nike ที่ถูกใช้ในรองเท้าตัวแข่งอย่าง Nike ZoomX Vaporfly NEXT% และตัวใหม่อย่าง Nike Air Zoom Alphafly NEXT% นั่นเป็นวัสดุอะไร และมันดียังไง วันนี้เราจะมาไขคำตอบกันครับ

รีวิวรองเท้า Saucony Peregrine ISO หนึ่งในรองเท้าเทรลที่ดีที่สุด

Saucony Peregrine ISO เป็นรองเท้าเทรลที่ดีสุดที่ติดอันดับในหมวดชื่นชอบตลอดกาล (Best Longtime Favorite) จากเว็บไซต์เกี่ยวกับการวิ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Runner’s World Saucony Peregrine ISO เป็นรองเท้าเทรลที่สานต่อความสำเร็จของรุ่น...

เผยภาพอย่างเป็นทางการของ Nike Zoom Pegasus 37

รองเท้าวิ่งรุ่นยอดนิยมตระกูล Pegasus ได้เปิดเผยภาพโมเดลรุ่นใหม่ นั้นคือ Nike Zoom Pegasus 37  โดยครั้งนี้ Nike Zoom Pegasus 37...

ความแตกต่างระหว่าง New Balance Hierro v5 กับ 850 All Terrain แฝดคนละฝา

คงมีนักวิ่งเทรลหลายท่านสงสัยว่า New Balance Hierro v5 กับ 850 All terrain มันแตกต่างกันอย่างไร แล้วตัวไหนเหมาะกับการใช้งานอะไร งั้นเรามาไขข้อสงสัยกันครับ โดยเริ่มจาก New Balance 850 All...

นุ่ม และเด้ง คืออะไร วัดจากอะไรและทำไมมันจึงสำคัญ

เมื่อหลายคนเริ่มต้นเข้าสู่วงการการวิ่ง สิ่งที่นักวิ่งจะพบเป็นสิ่งแรก ๆ ก็คือ คำศัพท์แปลก ๆ เช่น Fartlek, Interval, Tempo, Split, PB, PR, Taper, Cushion, Responsiveness, Energy return สิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นการเรียนภาษาใหม่สำหรับนักวิ่งทั้งหลาย ฉะนั้นวันนี้เราจะมาเริ่มทำความรู้จักกับคำศัพท์ 2 คำเกี่ยวกับรองเท้าที่นักวิ่งมือโปรต้องรู้

Training Plan

แผนการซ้อม 10K ใน 8 สัปดาห์ จากทาง Nike

ทาง Nike Running Global Head Coach (NRC) ได้ปล่อยแผนการซ้อมวิ่งสำหรับระยะ 10K ภายใน 8 สัปดาห์ โดยแผนการวิ่งนี้ถูกออกแบบโดยหัวหน้าโค้ชระดับโลกของทาง Nike อย่าง Chris Bennett

แผนการซ้อม 5K ใน 8 สัปดาห์ จากทาง Nike

ทาง Nike Running Global Head Coach (NRC) ได้ปล่อยแผนการซ้อมวิ่งสำหรับระยะ 5K ภายใน 8 สัปดาห์ โดยแผนการวิ่งนี้ถูกออกแบบโดยหัวหน้าโค้ชระดับโลกของทาง Nike อย่าง Chris Bennett

แผนการซ้อม Half Marathon ใน 14 สัปดาห์ จากทาง Nike

ทาง Nike Running Global Head Coach (NRC) ได้ปล่อยแผนการซ้อมวิ่งสำหรับระยะ Half Marathon ภายใน 14 สัปดาห์ โดยแผนการวิ่งนี้ถูกออกแบบโดยหัวหน้าโค้ชระดับโลกของทาง Nike อย่าง Chris Bennett

แผนการซ้อม Marathon ใน 18 สัปดาห์ จากทาง Nike

ทาง Nike Running Global Head Coach (NRC) ได้ปล่อยแผนการซ้อมวิ่งสำหรับระยะ Marathon ภายใน 18 สัปดาห์ โดยแผนการวิ่งนี้ถูกออกแบบโดยหัวหน้าโค้ชระดับโลกของทาง Nike อย่าง Chris Bennett