รีวิว Reebok Floatride Energy 4 หนึ่งในรองเท้าซ้อมประจำวันที่ดีที่สุด

Related Articles

วันนี้มารีวิวและความคิดเห็นหลังสวมใส่รองเท้าวิ่ง Reebok Floatride Energy 4 รุ่นล่าสุดในปี 2022 ที่เพิ่งเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยกันนะครับ ซึ่งจะน่าสนใจแค่ไหนและเหมาะกับการใช้ในการฝึกซ้อมแบบใด เชิญติดตามได้เลยครับ

รีวิว Reebok Floatride Energy 4 หนึ่งในรองเท้าซ้อมประจำวันที่ดีที่สุด

ข้อมูลและรีวิว Reebok Floatride Energy 4 และการเปลี่ยนแปลงในปี 2022

Reebok Floatride Energy 4 เป็นรองเท้าวิ่งสำหรับซ้อมวิ่งประจำวัน (Daily Trainers) สำหรับนักวิ่งเท้าปกติ (Neutral Foot) ที่ถูกเปิดตัวในปี 2022 นี้ โดยเป็นการสานต่อความสำเร็จของตระกูล Floatride Energy ที่ได้รับเสียงคำชมมากมายในต่างประเทศ ในฐานะของรองเท้าวิ่งที่ยอดเยี่ยมเกินราคา

ข้อมูลจำเพาะของ Reebok Floatride Energy 4

  • น้ำหนัก: 238 กรัม ในไซส์ 9US ชาย และ 198 กรัม ในไซส์ 8US หญิง
  • น้ำหนักชั่งจริง: 266 กรัม ในไซส์ 11US ชาย
  • Offset: 9 มม. (ปลายเท้าสูง 25 มม. และส้นเท้าสูง 34 มม.)
  • ความกว้างหน้าเท้าแบบปกติ
  • ราคา: 3,790 บาท
Reebok Floatride Energy 4 รองเท้าวิ่งสำหรับซ้อมวิ่งประจำวัน (Daily Trainers) สำหรับนักวิ่งเท้าปกติ (Neutral Foot)

ซึ่ง Reebok Floatride Energy 4 จะมีการปรับปรุงจากรุ่นที่ 3 อยู่สองส่วนหลัก คือ ในส่วนของหน้าผ้าที่เป็นการออกแบบลวดลายและเปลี่ยนวัสดุเนื้อผ้าใหม่ทั้งหมด และในส่วนขององศาพื้นชั้นกลาง (Rocker) ที่ถูกปรับใหม่เล็กน้อย โดยสามารถแบ่งประเด็นได้ดังนี้

หน้าผ้า (Upper)

หน้าผ้า Speed Shift ของ Reebok Floatride Energy 4

หน้าผ้าของ Reebok Floatride Energy 4 จะมาพร้อมกับหน้าผ้า Speed Shift ซึ่งเป็นผ้า Mesh 2 ชั้น ที่ประกอบไปด้วย เนื้อผ้าภายนอกที่ผ้า Mesh พลาสติกแบบโปร่งแสง และเนื้อผ้าภายในที่เป็นผ้า Engineered Mesh ตาข่ายที่มีความอ่อนนุ่มกว่า ซึ่งเนื้อผ้าทั้งสองส่วนจะมีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางแบรนด์จะเรียกว่า หน้าผ้า [REE]CYCLED

และในส่วนของเนื้อผ้าด้านในจะมีการตัดเย็บให้ลิ้นรองเท้าเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกันกับหน้าผ้า เสมือนเป็นผ้าชิ้นเดียว ซึ่งเรียกว่า Gusseted Tongue ซึ่งถือว่าเป็นรองเท้าวิ่งถนนไม่กี่รุ่นในช่วงราคานี้ที่มีการตัดเย็บลักษณะนี้มาให้

เนื้อผ้า Engineered Mesh ด้านใน ที่มีการตัดเย็บให้ลิ้นรองเท้าเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกันกับหน้าผ้า ซึ่งเรียกว่า Gusseted Tongue

และในส่วนเนื้อผ้าภายนอกจะมีการออกแบบลวดลายให้ดูเรียบหรู มีระดับ มีการตัดเย็บและเก็บงานที่ดีเยี่ยม รวมทั้งบริเวณตราโลโก้จะมีการสกรีนลายสีเหลือบมุก (หรือเรียกว่า Iridescence) ที่เมื่อโดนแสงจะทำให้เกิดเป็นสีรุ้งขึ้น ซึ่งโดยรวมแล้วเป็นการออกแบบหน้าผ้าให้มีความเป็นรองเท้าแฟชั่นมากขึ้น ทำให้สามารถเข้ากับชุดแต่งกายในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ยาก

เนื้อผ้าภายนอกจะมีการออกแบบลวดลายให้ดูเรียบหรูและมีระดับ
การตัดเย็บและเก็บงานของหน้าผ้าถือว่าทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม
ขอบบริเวณส้นเท้า (Heel Collar) ของ Reebok Floatride Energy 4
หน้าผ้ามีการออกแบบให้มีความเป็นรองเท้าแฟชั่นมากขึ้น ทำให้สามารถเข้ากับชุดแต่งกายในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ยาก

นอกจากนี้ บริเวณลิ้นรองเท้าและบริเวณส้นเท้าจะมีการติดตั้งแถบสะท้อนแสงมาให้ เพื่อช่วยเพิ่มการมองเห็นขณะวิ่งในเวลาพลบค่ำ

บริเวณลิ้นรองเท้ามีการติดตั้งแถบสะท้อนแสงมาให้
แถบสะท้อนแสงบริเวณลิ้นรองเท้า
แถบสะท้อนแสงบริเวณส้นเท้า
บริเวณตราโลโก้จะมีการสกรีนลายสีเหลือบมุก (หรือเรียกว่า Iridescence) ที่เมื่อโดนแสงจะทำให้เกิดเป็นสีรุ้งขึ้น
บริเวณตราโลโก้จะมีการสกรีนลายสีเหลือบมุก (หรือเรียกว่า Iridescence) ที่เมื่อโดนแสงจะทำให้เกิดเป็นสีรุ้งขึ้น

ในด้านความรู้สึกหลังสวมใส่ หน้าผ้าของ Reebok Floatride Energy 4 เป็นหน้าผ้าที่ระบายอากาศได้ดี หน้าเท้าและความสูงของบริเวณปลายเท้าค่อนข้างกว้างและสูง ให้ความรู้สึกสวมใส่สบาย รวมทั้งลิ้นรองเท้าจะมีการบุฟองน้ำที่ไม่หนามาก ทำให้รัดเชือกแล้วไม่กดบริเวณหลังเท้า

หน้าผ้าของ Reebok Floatride Energy 4 เป็นหน้าผ้าที่โปร่งแสงและระบายอากาศได้ดี
หน้าผ้าของ Reebok Floatride Energy 4 เป็นหน้าผ้าที่โปร่งแสงและระบายอากาศได้ดี

และหน้าผ้าที่ไม่ใช่เนื้อผ้ายืดก็ทำให้หน้าผ้าสามารถจับกระชับเท้า ไม่ย้วยขณะการวิ่งที่มีความเร็วและไม่มีอาการส้นรูด

ในส่วนการเลือกไซส์ สำหรับทางเราแล้วรองเท้าคู่นี้สวมใส่ตรงไซส์ ไม่ลดหรือเพิ่มไซส์

หน้าผ้าสามารถจับกระชับเท้า ไม่ย้วยขณะการวิ่งที่มีความเร็วและไม่มีอาการส้นรูด

พื้นชั้นกลาง (Midsole)

พื้นชั้นกลาง Floatride Energy ของ Reebok Floatride Energy 4

ในส่วนพื้นชั้นกลางของ Reebok Floatride Energy 4 จะมาพร้อมกับพื้นชั้นกลาง Floatride Energy ซึ่งเป็นวัสดุ e-TPU หรือวัสดุ TPU แบบอัดเม็ด คล้ายกับ Adidas Boost แต่จะเป็นเม็ดโฟมที่มีขนาดเล็กกว่ามากๆ ที่นำมาอัดรวมกัน ทำให้โดดเด่นในเรื่องของการเด้งคืนตัวของตัวโฟมที่สูง (หรือมี Energy Return ที่สูง)

พื้นชั้นกลาง Floatride Energy ของ Reebok Floatride Energy 4
พื้นชั้นกลาง Floatride Energy ซึ่งเป็นวัสดุ e-TPU หรือวัสดุ TPU แบบอัดเม็ด ที่โดดเด่นในเรื่องของ Energy Return ที่สูง

และหากอ้างอิงจากเว็บไซต์เกี่ยวกับการวิ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่าง Runner’s World ที่ได้ทดสอบพื้นชั้นกลาง Floatride Energy พวกเขากล่าวว่า “พื้นชั้นกลาง Floatride Energy มีการเด้งคืนตัว (Energy Return) ที่ดีกว่าพื้นชั้นกลาง Boost ของ Adidas”

หากดูจากภายนอกจะไม่เห็นเป็นเม็ด TPU อย่างชัดเจน แต่หากมีการผ่าดูภายในแล้วจะเห็นเป็นเม็ด TPU เล็กๆ อัดเรียงกัน

เสริมเพิ่มเติม

จากบทสัมภาษณ์ Jim Rancourt ผู้ก่อตั้งบริษัท Polymer Solutions บริษัททดสอบและวิเคราะห์เคมีภัณฑ์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้อธิบายและทดสอบหาค่าการเด้งคืนตัว (Energy Return) ของวัสดุพื้นชั้นกลางในรองเท้าวิ่ง ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

  • โฟมวัสดุตั้งต้น EVA (รวม EVA, EVA Blend, และ Supercritical EVA) มีค่า Energy Return อยู่ระหว่าง 65 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์
  • โฟมวัสดุตั้งต้น TPU และ PU (รวม TPU, e-TPU, และ PU) มีค่า Energy Return อยู่ระหว่าง 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์
  • โฟมวัสดุตั้งต้น PEBA (รวม PEBA, e-PEBA, และ Supercritical PEBA) มีค่า Energy Return อยู่ระหว่าง 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์

ในส่วนของความสูงของพื้นชั้นกลางเมื่อวัดตามกฎของ World Athletic (รวมดอกยางและแผ่นรองรองเท้า) จะมีความสูงบริเวณปลายเท้า 25 มม. และส้นเท้าสูง 34 มม. ทำให้มี Drop อยู่ที่ 9 มม. ซึ่งใกล้เคียงกับรองเท้าคาร์บอนสำหรับแข่งขันส่วนใหญ่ ทำให้สามารถนำไปหมุนเวียนใช้งานซ้อมประจำวันได้โดยที่ไม่ต้องปรับตัวใหม่

Reebok Floatride Energy 4 มีความสูงบริเวณปลายเท้า 25 มม. และส้นเท้าสูง 34 มม. ทำให้มี Drop อยู่ที่ 9 มม. (วัดตามกฎของ World Athletic)

และองศาพื้นชั้นกลาง (Rocker) ของ Reebok Floatride Energy 4 จะมีการปรับให้องศา Rocker บริเวณส้นเท้ายกสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อช่วยให้การเดินหรือวิ่งลงส้นเท้าเป็นไปอย่างลื่นไหลมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในส่วนของแผ่นรองรองเท้า (Insole) จะมาพร้อมกับแผ่นรองวัสดุ Open Cell PU จากแบรนด์ OrthoLite ที่ให้ความนุ่มและช่วยดูดซับความชื้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ใช้แผ่นรองจากแบรนด์ OrthoLite โดยตรง ไม่ได้เป็นวัสดุเทียบ

แผ่นรองจากแบรนด์ OrthoLite โดยตรง
แผ่นรองวัสดุ Open Cell PU จากแบรนด์ OrthoLite ที่ให้ความนุ่มและช่วยดูดซับความชื้น

ในด้านความรู้สึกหลังสวมใส่ พื้นชั้นกลางของ Reebok Floatride Energy 4 ให้ความรู้สึกที่เบา ติดเท้า เด้งส่งแรงได้ดี มีความนุ่ม แต่ไม่ถึงกับนุ่มมาก ทำให้เหมาะเป็นอย่างมากกับการนำไปใช้ซ้อมประจำวันสำหรับนักวิ่งที่กำลังฝึกซ้อมในแผนแข่งขันในระยะ 5 กม. ถึง ฮาล์ฟมาราธอน หรือนักวิ่งที่ต้องการความรู้สึกรวดเร็วและเร่งได้ในการฝึกซ้อมประจำวัน

พื้นชั้นกลางของ Reebok Floatride Energy 4 ให้ความรู้สึกที่เบา ติดเท้า เด้งส่งแรงได้ดี มีความนุ่ม แต่ไม่ถึงกับนุ่มมาก

ความคิดเห็นในฐานะของนักวิ่งเท้าแบน (Overpronators) ในครั้งแรกที่สวมใส่ให้ความรู้สึกเหมือนเท้าจะล้ม แต่ทางแบรนด์ Reebok มีการออกแบบฐานบริเวณส้นเท้าที่ค่อนข้างกว้าง และพื้นชั้นกลางบริเวณส้นเท้าจะมีการโอบโฟมขึ้นมาช่วยประคองเสริมความมั่นคงบริเวณส้นเท้า

Reebok Floatride Energy 4 มีการออกแบบฐานบริเวณส้นเท้าที่ค่อนข้างกว้างและมีการโอบโฟมขึ้นมาช่วยประคองบริเวณส้นเท้า

รวมทั้งพื้นโฟมบริเวณส้นเท้าที่ให้ความรู้สึกว่ามีความเฟิร์มกว่าบริเวณปลายเท้า ทำให้ส้นเท้าไม่ล้มไปมาขณะวิ่ง ส่งผลให้หัวเข่าของนักวิ่งเท้าแบนยังอยู่ในแนวระนาบที่เหมาะสมอยู่ ซึ่งจากที่วิ่งมา ทางเรายังไม่มีอาการบาดเจ็บใดๆ

Reebok Floatride Energy 4 เหมาะกับนักวิ่งที่ต้องการความรู้สึกรวดเร็วและเร่งได้ในการฝึกซ้อมประจำวัน

ดอกยาง (Outsole)

ดอกยาง Carbon Rubber ของ Reebok Floatride Energy 4

Reebok Floatride Energy 4 จะมาพร้อมกับดอกยาง Carbon Rubber หรือเนื้อยางผสมผงคาร์บอน ที่ช่วยเพิ่มความทนทานในการใช้งานและไม่สึกง่าย ซึ่งจุดเด่นอีกประการของดอกยางคือ ลวดลายของดอกยางที่เอนกประสงค์สามารถใช้งานได้ทั้งบนถนนและทางดินเรียบ

ดอกยาง Carbon Rubber หรือเนื้อยางผสมผงคาร์บอน มีความทนทานในการใช้งานและไม่สึกง่าย
ลวดลายของดอกยางที่เอนกประสงค์สามารถใช้งานได้ทั้งบนถนนและทางดินเรียบ

และทางแบรนด์ Reebok เองในรุ่นก่อนหน้าอย่าง Reebok Floatride Energy 3 Adventure (ในไทยมีวางจำหน่ายแล้ว) ที่เป็นการนำพื้นชั้นกลางและดอกยางของ Floatride Energy 3 มาติดตั้งหน้าผ้าใหม่ที่มีการสกรีนยางรอบตัวรองเท้า เพื่อให้สามารถนำไปใช้วิ่งเทรลได้ ซึ่งเป็นการพิสูจน์แล้วว่าดอกยางมีความเอนกประสงค์ในการใช้งานเป็นอย่างมาก

สรุปโดยรวมและการใช้งาน

Reebok Floatride Energy 4 เป็นหนึ่งในรองเท้าซ้อมที่ดีที่สุด

Reebok Floatride Energy 4 เป็นหนึ่งในรองเท้าซ้อมที่ดีที่สุดคู่หนึ่งในการนำไปใช้ฝึกซ้อมประจำวันในแผน 5 กม. จนถึงแผนฮาล์ฟมาราธอน ทั้งจากความนุ่มของพื้นชั้นกลางที่กำลังดี ติดเท้าและเด้งส่งแรง รวมทั้งมีน้ำหนักที่เบา ทำให้การซ้อมประจำวันเท้าไม่ล้าจนเกินไป ส่งผลให้สามารถวิ่งต่อเนื่องได้ในทุกๆ วัน

แต่สำหรับนักวิ่งมือใหม่ที่กำลังฝึกซ้อมในแผนระยะไกลตั้งแต่ระยะมาราธอนขึ้นไป ต้องยอมรับว่ารองเท้าวิ่งหนานุ่มในปัจจุบันจะมีความเหมาะสมมากกว่า เนื่องจากการฝึกซ้อมประจำวันในแผนมาราธอน การวิ่งขั้นต่ำต่อวันจะอยู่ราวๆ 10 กม. ขึ้นไป และวิ่ง Long Run จะอยู่ที่ 20 – 35 กม. ซึ่งนักวิ่งมือใหม่หากรองเท้าไม่นุ่มพออาจจะล้าได้ง่ายและไม่สามารถเก็บระยะตามแผนได้

แต่สำหรับนักวิ่งที่แข็งแรงหรือเป็นนักวิ่งอาชีพก็สามารถใช้รองเท้าคู่นี้ในการซ้อมประจำวันในแผนมาราธอนได้อย่างไม่มีปัญหา

Reebok Floatride Energy 4 เหมาะกับการนำไปใช้ฝึกซ้อมประจำวันในแผน 5 กม. จนถึงแผนฮาล์ฟมาราธอน

ฉะนั้น Reebok Floatride Energy 4 จะเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับกับการนำไปใช้ซ้อมประจำวันและ Long Run สำหรับนักวิ่งที่กำลังฝึกซ้อมในแผนแข่งขันในระยะ 5 กม. ถึงฮาล์ฟมาราธอน หรือนักวิ่งที่ต้องการความรู้สึกที่รวดเร็วและเร่งได้ในการฝึกซ้อมประจำวัน

ในส่วนความเสถียรและมั่นคงจัดอยู่ในเกณฑ์รองเท้าวิ่งสำหรับนักวิ่งเท้าปกติ (Neutral) ซึ่งนักวิ่งเท้าแบน (Overpronators) ยังจะมีการอาการเท้าล้ม แต่ส้นเท้าและหัวเข่าจะยังอยู่ในแนวระนาบที่เหมาะสมอยู่ และในปัจจุบัน รองเท้าวิ่งคาร์บอนสำหรับแข่งขันไม่มีรองเท้าคู่ไหนออกแบบมาให้สำหรับนักวิ่งเท้าล้ม

ซึ่งหากนักวิ่งเท้าล้มยังคงพึ่งพารองเท้าที่มีการเสริมอุ้งเท้า (Medial Post) อยู่ คงเป็นเรื่องยากที่จะใช้รองเท้าวิ่งคาร์บอนสำหรับแข่งขัน

พื้นชั้นกลางที่นุ่มกำลังดี ติดเท้าและเด้งส่งแรง รวมทั้งมีน้ำหนักที่เบา ทำให้การซ้อมประจำวันเท้าไม่ล้าจนเกินไป

และทางเราเองก็เป็นนักวิ่งเท้าล้มและจะมาอธิบายจากประสบการณ์ว่า การเลือกใช้รองเท้าสำหรับฝึกซ้อมประจำวันของทางเราเป็นอย่างไร โดยทางเราจะใช้ 2 คู่หลัก คือ Adidas Solar Boost 3 และ Hoka One One Evo Speedgoat

Adidas Solar Boost 3 เป็นรองเท้าวิ่งถนนที่เสถียรและมั่งคงมาก เท้าไม่มีอาการล้มใดๆ เลย และไม่เคยมีอาการบาดเจ็บจากรองเท้าคู่นี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่รองเท้าคู่นี้ก็ไม่ได้เด้ง ตอบสนองดี หรือมีน้ำหนักที่เบา รวมไปถึงองศา Rocker ที่ไม่ได้ชันมาก ทำให้เวลาเปลี่ยนไปใส่รองเท้าคาร์บอนค่อนข้างมีปัญหาในการปรับตัวและจังหวะการวิ่งที่ค่อนข้างแตกต่างกันมาก

ทำให้ต้องมีรองเท้าอีกหนึ่งคู่เข้ามาใช้งานประจำวัน นั่นคือ Hoka One One Evo Speedgoat ที่เป็นรองเท้าวิ่งเทรลหนานุ่ม (เนื่องจากทางเราไม่ได้ซื้อรองเท้าถนนไว้เยอะ เลยจำเป็นต้องใช้คู่นี้ไปก่อน) ซึ่งจะเป็นรองเท้าสำหรับนักวิ่งเท้าปกติ ที่ไม่ได้มีความเสถียรมากนักและเท้าก็จะยังล้มได้อยู่ แต่องศา Rocker ที่ค่อนข้างชันประกอบกับน้ำหนักที่เบากว่า ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนไปใส่รองเท้าคาร์บอนได้ง่าย

และในการซ้อมแต่ละอาทิตย์รองเท้าสองคู่นี้จะถูกนำมาใช้งานสลับกันในการซ้อมประจำวัน แต่ในช่วงก่อนการแข่งขัน Hoka One One Evo Speedgoat จะถูกหยิบมาใช้มากขึ้น เพื่อใช้คุ้นชินกับจังหวะการลงเท้าและการล้มของเท้าที่คล้ายกับรองเท้าคาร์บอน

ซึ่ง Reebok Floatride Energy 4 ก็มีหน้าที่คล้ายกับ Hoka One One Evo Speedgoat แต่มีน้ำหนักที่เบากว่าและตอบสนองดีกว่า ทำให้ทางเราเองก็จะใช้รองเท้าคู่นี้แทนที่ Hoka One One Evo Speedgoat ในการฝึกซ้อมประจำวัน ควบคู่ไปกับ Adidas Solar Boost 3

นักวิ่งเท้าแบนควรจะต้องใช้รองเท้าที่มีความเสถียรและมั่นคง ควบคู่ไปกับรองเท้าสำหรับนักวิ่งเท้าปกติ เพื่อช่วยปรับความแข็งแรงของเท้าและเส้นเอ็น

และหากท่านเป็นนักวิ่งเท้าแบน ทางเราแนะนำว่าควรจะต้องมีรองเท้าสำหรับฝึกซ้อมประจำวัน 2 คู่ โดยแบ่งเป็น รองเท้าที่มีความเสถียร ที่จะช่วยป้องกันการเกิดอาการบาดเจ็บต่างๆ และรองเท้าสำหรับนักวิ่งเท้าปกติ ที่จะเข้ามาช่วยปรับความแข็งแรงและความคุ้นชินก่อนสวมใส่รองเท้าคาร์บอน

และในบทความรีวิว Reebok Floatride Energy 4 นี้ ต้องขอขอบคุณทาง Reebok Thailand ที่ส่งรองเท้าคู่นี้ รวมทั้งชุดเสื้อผ้ามาให้ทางเราทดสอบนะครับ

ซึ่งชุดเสื้อผ้าของทางแบรนด์ Reebok ก็ถือได้ว่าทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยมและคุ้มค่า ซึ่งทางเราจะนำมารีวิวในบทความต่อๆ ไป รวมไปถึงบทความประวัติแบรนด์ Reebok และการเปลี่ยนแปลงในปี 2022 ครับ

ชุดเสื้อผ้าของทางแบรนด์ Reebok ก็ถือได้ว่าทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยมและคุ้มค่า

และท่านใดที่สนใจรองเท้าวิ่ง Reebok Floatride Energy 4 ณ เวลานี้ มีวางจำหน่ายแล้วที่ Supersport หรือสามารถเข้าไปเลือกชมได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ

หวังว่าบทความนี้เป็นจะเป็นประโยชน์สำหรับนักวิ่งหรือผู้ที่สนใจในการวิ่งหลาย ๆ ท่าน ขอให้วิ่งให้สนุกครับ

สามารถติดตาม Running Profiles ได้ทั้งใน

More on this topic

Popular stories

Training Plan