รองเท้าวิ่งเทรล กับ รองเท้าเดินป่า แตกต่างกันอย่างไร ?

Related Articles

รองเท้าวิ่งเทรลและรองเท้าเดินป่ามีรูปร่างลักษณะและการใช้งานที่ค่อนข้างคล้ายกัน ทั้งยังมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกัน เช่น ออกแบบมาเพื่อให้ใช้กับเส้นทางทรุกันดาร ดังนั้นจึงเกิดความสับสนให้นักวิ่งหลายท่านว่า สรุปแล้วรองเท้าทั้ง 2 ชนิดนี้มันแตกต่างกันอย่างไร และเอาอะไรเป็นเกณฑ์ในการแบ่งประเภทของรองเท้าทั้งสอง วันนี้เราจะพานักวิ่งทุกท่านมาเข้าใจนิยามของรองเท้าทั้ง 2 ประเภทนี้กันครับ โดยเริ่มจาก

การวิ่งเทรล (Trail Running) Vs การเดินป่า (Hiking/Trekking)

การวิ่งเทรล (Trail running) นั้นคล้ายคลึงกับการวิ่งปกติทั่วไป แต่ต่างตรงที่เส้นทางในการวิ่ง โดยการวิ่งเทรลจะวิ่งอยู่ในทางทรุกันดารหรือเส้นทางเทรลแทนที่จะเป็นการวิ่งบนถนนทางเรียบอย่างถนนยางมะตอยหรือถนนคอนกรีต ซึ่งทางเทรลนั้นก็จะมีอุปสรรคที่แตกต่างและหลากหลาย เช่น ทางดินแห้ง ทางหิน ทางโคลน ทางเปียกแฉะ หรือทางขึ้นเขาลงเขา รวมทั้งมีการจัดเตรียมพื้นที่และอุปสรรค หรือกำหนดระยะทาง เพื่อนำไปไว้ซ้อมสำหรับการแข่งขันวิ่งเทรล

ในทางกลับกัน การเดินป่า (Hiking/Trekking) จะเปรียบเสมือนการเดินออกกำลังทั่วไป แต่เดินอยู่ในเส้นทางทรุกันดารหรือเส้นทางเทรลนั้นเอง โดยการเดินป่าจะไม่มีการกำหนดระยะทาง ซึ่งจะไปไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับที่ใจของนักเดินป่ากำหนด นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่า เวลาเราเห็นโฆษณารองเท้าเดินป่าของหลาย ๆ แบรนด์ เรามักจะพบเจอกับรูปผู้คนที่สะพายกระเป๋าเป้ (Backpack) กำลังเดินขึ้นไปบนยอดเขา

รวมทั้ง นักเดินป่า (Hikers) จะต้องพบเจอกับทางเทรลที่ทรุกันดารและไม่สามารถคาดการสภาพอากาศได้ ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องพกสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ รวมไปถึงอาหารและของกินติดตัวไปด้วยในกระเป๋าเสมอ (เพราะในต่างประเทศบางครั้งนักเดินป่าต้องพกเต็นท์หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ติดตัวไปด้วย ซึ่งมีน้ำหนักกว่า 20 กก. ก็มีมาแล้ว)

จากนิยามที่แตกต่างกันระหว่าง การวิ่งเทรลและการเดินป่า ตอนนี้ผู้อ่านคงสามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนแล้วว่า ทั้งสองกิจกรรมนั่นต่างก็อยู่ในทางเทรล แต่แตกต่างกันที่กิจกรรมที่ทำ โดยการวิ่งเทรลคือการวิ่ง แต่ในส่วนของการเดินป่าก็คือการเดินนั่นเอง

ดังนั้น รองเท้าของทั้งสองกิจกรรมนี้จึงแตกต่างกัน ในด้านของการออกแบบ เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน โดยเราจะมาอธิบายถึงความแตกต่างกันครับ

คุณสมบัติของรองเท้าวิ่งเทรล (Trail Running Shoes)

1. หน้าผ้าที่เบาและระบายอากาศได้ดี

ในส่วนของหน้าผ้าของรองเท้าวิ่งเทรล จะทำมาจากผ้าที่ระบายอากาศและระบายน้ำได้ดี เพราะการวิ่งเทรลอาจจะมีในบางครั้งที่นักวิ่งจะต้องวิ่งลุยน้ำหรือโคลน

2. ดอกยางที่ค่อนข้างสั้นและเกาะพื้นได้ดี รวมทั้งมีแผ่นรองกันหิน (Rock Plate)

ดอกยางส่วนใหญ่ของรองเท้าวิ่งเทรลจะมีลักษณะเป็นดอกยางที่สั้นและอ่อน (ยกเว้นดอกยางประเภท Muddy and Soft Terrain หรือดอกยางสำหรับทางโคลน) เพื่อใช้ในการยึดเกาะได้ทุกสภาพพื้นผิว ซึ่งทำให้รองเท้ามีน้ำหนักที่เบาขึ้น รวมทั้งมีการเสริมแผ่นรองกันหิน (Rock Plate) เอาไว้สำหรับป้องกันหินแหลมคมหรือกิ่งไม้

3. Drop ของรองเท้าที่ค่อนข้างต่ำ

รองเท้าวิ่งเทรลส่วนมากต้องการความเสถียรและต้องตอบสนองไว เพราะนักวิ่งไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอุปสรรคอะไรบ้าง ดังนั้นรองเท้าเทรลจะมี Drop อยู่ที่ระหว่าง 0 – 6 มม. แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 4 มม. ซึ่งเป็น Drop มาตรฐานของรองเท้าวิ่งเทรล

4. ล็อคส้นเท้าได้เป็นอย่างดีและหน้าเท้าที่ค่อนข้างกว้าง

ถ้าหากลองนำรองเท้าวิ่งเทรลมาเปรียบเทียบกับรองเท้าวิ่งถนน จะพบว่ารองเท้าวิ่งเทรลส่วนใหญ่บริเวณส้นเท้าจะกระชับกว่ารองเท้าถนน เพื่อให้เวลาขึ้นเขาแล้วรองเท้าไม่หลุดจากเท้า รวมไปถึงหน้าเท้าที่กว้างกว่า เพื่อให้เท้าขยายตัวได้อย่างเต็มที่

คุณสมบัติของรองเท้าเดินป่า (Hiking/Trekking Shoes)

1. หน้าผ้ากันน้ำ

โดยปกติรองเท้าเดินป่ามักจะมาพร้อมกับหน้าผ้าที่กันน้ำ ซึ่งมีน้ำหนักที่มากกว่าหน้าผ้าปกติของรองเท้าเทรล เพราะการเดินป่าต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันในการเดิน ซึ่งไม่สามารถคาดการสภาพอากาศหรือลมฝนได้ ดังนั้นหากน้ำเข้าไปในรองเท้าอาจจะเกิดปัญหาใหญ่ได้ เพราะต้องใช้เวลานานกว่าจะแห้ง

2. เกาะพื้นได้ทุกสภาพถนน

รองเท้าเดินป่าจะมีดอกยางที่สูงและลึก รวมทั้งเกาะพื้นได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้สามารถเดินลุยเข้าไปในทางโคลนได้เป็นอย่างดี

3. พื้นที่ไม่ยืดหยุ่นและความนุ่มที่ค่อนข้างมาก

รองเท้าเดินป่าจะมีการปกป้องเท้าที่ดีเยี่ยม โดยไม่สนใจในเรื่องของน้ำหนักหรือวัสดุ ซึ่งพื้นรองเท้าของรองเท้าเดินป่าจะไม่ค่อยยืดหยุ่นหรืองอได้มากนัก รวมทั้งพื้นโฟมที่ค่อนข้างหนาและนุ่ม ทำให้เวลาเหยียบไปโดนหินจะไม่ค่อยรู้สึก

4. เสริมข้อเท้าป้องกันเท้าพลิก

รองเท้าเดินป่าจะมีการปกป้องข้อเท้าที่ดีกว่ารองเท้าเทรล โดยส่วนใหญ่จะมีการเสริมหน้าผ้าขึ้นมาบริเวณข้อเท้า เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อเท้าพลิกง่าย

รองเท้าวิ่งเทรล (Trail Running Shoes) Vs รองเท้าเดินป่า (Hiking/Trekking Shoes)

รองเท้าเทรลและรองเท้าเดินป่าทั้งคู่ต่างก็ถูกใช้ในทางทรุกันดาร ซึ่งนั้นคือเหตุผลว่าทำไมรองเท้าทั้งสองประเภทถึงมีดอกยางที่สูงและเกาะพื้นได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ รองเท้าเดินป่าจะมีดอกยางที่สูงกว่าและมีความนุ่มของพื้นโฟมที่มากกว่า รวมทั้งมีการเสริมหน้าผ้าให้หุ้มข้อเท้าเพื่อป้องกันข้อเท้าพลิก

รองเท้าเดินป่าส่วนใหญ่ยังมีความทนทานและน้ำหนักที่มากกว่ารองเท้าเทรล เนื่องจากใช้วัสดุที่ค่อนข้างหนาและทนทานกว่า รวมทั้งโดยส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลาในการ Break-in ที่นานกว่า เพื่อให้รองเท้าใส่สบายขึ้น

ในส่วนของรองเท้าเทรลจะมีน้ำหนักที่เบากว่า เพื่อวัตถุประสงค์ในการทำความเร็ว เนื่องจากรองเท้าเทรลส่วนใหญ่จะทำจากวัสดุที่มีน้ำหนักเบาและบาง จึงทำให้ไม่เหมาะกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น อย่างไรก็ตามรองเท้าเทรลแทบจะไม่ต้องใช้เวลาในการ Break-in

รองเท้าวิ่งเทรลและรองเท้าเดินป่าใส่สลับกันได้ไหม?

รองเท้าวิ่งเทรลและรองเท้าเดินป่าต่างก็มีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่ในบางครั้งหรือบางสถานการณ์คุณก็สามารถนำมาใช้สลับกันได้ ยกตัวอย่างเช่น นักเดินป่าที่แบกกระเป๋าที่น้ำหนักเบาหรือไม่ได้พกสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ มา ซึ่งการใส่รองเท้าวิ่งเทรลก็จะเหมาะสม เพราะมีน้ำหนักที่เบา อย่างไรก็ตาม ถ้าหากต้องพกสัมภาระเป็นจำนวนมาก รองเท้าเดินป่าจะเหมาะสมกว่า หรือหารองเท้าเดินป่าที่มีน้ำหนักเบา เพราะรองเท้าเดินป่าเหล่านี้จะมีการปกป้องข้อเท้า (เท้าพลิก) ได้ดีกว่า รวมไปถึงมีความนุ่มที่มากกว่า

ในส่วนของนักวิ่งเทรลก็สามารถนำรองเท้าเดินป่าน้ำหนักเบามาใช้งานได้ในบางสถานการณ์ เช่น ทางที่ทรุกันดารมาก ๆ หรือวันที่สภาพอากาศหนาวเย็น อย่างไรก็ตามรองเท้าเดินป่าจะทำให้นักวิ่งเทรลวิ่งได้ช้าลงไป เพราะน้ำหนักของรองเท้า แต่ความเร็วคงไม่สำคัญมากนัก ถ้าหากคุณไม่ได้กำลังอยู่ในการแข่งขัน

แอดหวังว่าบทความนี้เป็นจะเป็นประโยชน์สำหรับนักวิ่งหรือผู้ที่สนใจในการวิ่งหลาย ๆ ท่าน ถ้าหากท่านใดมีคำถามสามารถเข้าไปถามได้ในเพจ FB: Running Profiles ได้เลยครับ ฝากกดไลน์และติดตามเพจด้วยครับ ขอให้วิ่งให้สนุกครับ

ข้อมูลอ้างอิง

More on this topic

Popular stories

5 ประเภทรองเท้าวิ่งที่นักวิ่งควรรู้ก่อนเป็นโปร

การวิ่งเป็นกีฬาที่เข้าถึงง่ายที่สุดในโลก การวิ่งไม่ต้องการอุปกรณ์ที่พิเศษหรือสิ่งของราคาแพงในการเริ่มที่จะออกไปวิ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม นั้นก็คือ “รองเท้าวิ่งที่ดีสักคู่หนึ่ง” ท่านเคยรู้สึกไหมว่ารองเท้าบางคู่พื้นแข็งจนใส่วิ่งได้แค่ในระยะสั้น ๆ ส่วนอีกคู่พื้นนุ่ม แต่ทำความเร็วได้ยาก หรือ จะต้องซ้อมตามแผน 10k, 21k, 42k ที่มีการฝึก Easy days, Long run, Interval และ Tempo...

โฟม Zoom X ของทาง Nike คืออะไร และวัสดุ PEBAX คืออะไร

นักวิ่งหลายท่านคงสงสัยว่า โฟม Zoom X ของทาง Nike ที่ถูกใช้ในรองเท้าตัวแข่งอย่าง Nike ZoomX Vaporfly NEXT% และตัวใหม่อย่าง Nike Air Zoom Alphafly NEXT% นั่นเป็นวัสดุอะไร และมันดียังไง วันนี้เราจะมาไขคำตอบกันครับ

รีวิวรองเท้า Saucony Peregrine ISO หนึ่งในรองเท้าเทรลที่ดีที่สุด

Saucony Peregrine ISO เป็นรองเท้าเทรลที่ดีสุดที่ติดอันดับในหมวดชื่นชอบตลอดกาล (Best Longtime Favorite) จากเว็บไซต์เกี่ยวกับการวิ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Runner’s World Saucony Peregrine ISO เป็นรองเท้าเทรลที่สานต่อความสำเร็จของรุ่น...

เผยภาพอย่างเป็นทางการของ Nike Zoom Pegasus 37

รองเท้าวิ่งรุ่นยอดนิยมตระกูล Pegasus ได้เปิดเผยภาพโมเดลรุ่นใหม่ นั้นคือ Nike Zoom Pegasus 37  โดยครั้งนี้ Nike Zoom Pegasus 37...

ความแตกต่างระหว่าง New Balance Hierro v5 กับ 850 All Terrain แฝดคนละฝา

คงมีนักวิ่งเทรลหลายท่านสงสัยว่า New Balance Hierro v5 กับ 850 All terrain มันแตกต่างกันอย่างไร แล้วตัวไหนเหมาะกับการใช้งานอะไร งั้นเรามาไขข้อสงสัยกันครับ โดยเริ่มจาก New Balance 850 All...

นุ่ม และเด้ง คืออะไร วัดจากอะไรและทำไมมันจึงสำคัญ

เมื่อหลายคนเริ่มต้นเข้าสู่วงการการวิ่ง สิ่งที่นักวิ่งจะพบเป็นสิ่งแรก ๆ ก็คือ คำศัพท์แปลก ๆ เช่น Fartlek, Interval, Tempo, Split, PB, PR, Taper, Cushion, Responsiveness, Energy return สิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นการเรียนภาษาใหม่สำหรับนักวิ่งทั้งหลาย ฉะนั้นวันนี้เราจะมาเริ่มทำความรู้จักกับคำศัพท์ 2 คำเกี่ยวกับรองเท้าที่นักวิ่งมือโปรต้องรู้

Training Plan

แผนการซ้อม 10K ใน 8 สัปดาห์ จากทาง Nike

ทาง Nike Running Global Head Coach (NRC) ได้ปล่อยแผนการซ้อมวิ่งสำหรับระยะ 10K ภายใน 8 สัปดาห์ โดยแผนการวิ่งนี้ถูกออกแบบโดยหัวหน้าโค้ชระดับโลกของทาง Nike อย่าง Chris Bennett

แผนการซ้อม 5K ใน 8 สัปดาห์ จากทาง Nike

ทาง Nike Running Global Head Coach (NRC) ได้ปล่อยแผนการซ้อมวิ่งสำหรับระยะ 5K ภายใน 8 สัปดาห์ โดยแผนการวิ่งนี้ถูกออกแบบโดยหัวหน้าโค้ชระดับโลกของทาง Nike อย่าง Chris Bennett

แผนการซ้อม Half Marathon ใน 14 สัปดาห์ จากทาง Nike

ทาง Nike Running Global Head Coach (NRC) ได้ปล่อยแผนการซ้อมวิ่งสำหรับระยะ Half Marathon ภายใน 14 สัปดาห์ โดยแผนการวิ่งนี้ถูกออกแบบโดยหัวหน้าโค้ชระดับโลกของทาง Nike อย่าง Chris Bennett

แผนการซ้อม Marathon ใน 18 สัปดาห์ จากทาง Nike

ทาง Nike Running Global Head Coach (NRC) ได้ปล่อยแผนการซ้อมวิ่งสำหรับระยะ Marathon ภายใน 18 สัปดาห์ โดยแผนการวิ่งนี้ถูกออกแบบโดยหัวหน้าโค้ชระดับโลกของทาง Nike อย่าง Chris Bennett